บริษัทเบียร์ระดับโลก 'ไฮเนเก้น' เตรียมปลดพนักงานถึง 6,000 ตำแหน่ง พร้อมหั่นเป้ากำไรปี 2026 รับดีมานด์เบียร์อ่อนแรง
บริษัทไฮเนเก้น (Heineken) ผู้ผลิตเบียร์รายใหญ่อันดับสองของโลกจากเนเธอร์แลนด์ ประกาศแผน "ปลดพนักงาน" เกือบ 7% หรือราว 5,000-6,000 ตำแหน่งในช่วงสองปีข้างหน้า พร้อมปรับลดคาดการณ์การเติบโตกำไรปี 2026 ลง ท่ามกลางยอดขายอุตสาหกรรมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่ชะลอตัว
ฮาโรลด์ ฟาน เดน บรูค ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน กล่าวในการแถลงผลประกอบการประจำปีว่า “เราดำเนินการเรื่องนี้เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้กับการดำเนินงาน และเพื่อให้สามารถลงทุนต่อยอดการเติบโตได้” โดยการลดพนักงานบางส่วนจะเน้นในยุโรปหรือในตลาดที่ไม่ใช่ตลาดหลักซึ่งมีแนวโน้มเติบโตต่ำ รวมถึงเป็นผลจากโครงการที่ประกาศไว้ก่อนหน้านี้ ซึ่งมุ่งปรับโครงสร้างเครือข่ายซัพพลายเชน สำนักงานใหญ่ และหน่วยธุรกิจระดับภูมิภาค
อย่างไรก็ดี บริษัทเปิดเผยกำไรจากการดำเนินงานแบบออร์แกนิกในปี 2025 เติบโต 4.4% สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดไว้ที่ 4%
นักวิเคราะห์ระบุว่า ไฮเนเก้นยังทำผลงานดีกว่าคาดในหลายตัวชี้วัด รวมถึงรายได้ และมองว่าบริษัทใช้แนวทางระมัดระวังในการให้คาดการณ์ ท่ามกลางสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่ท้าทาย
การประกาศลดพนักงานครั้งใหญ่นี้ มีขึ้นในขณะที่ไฮเนเก้นและบรรดาบริษัทคู่แข่งกำลังเผชิญกับอุปสงค์ที่อ่อนแอ รวมถึงแรงกดดันด้านต้นทุน ขณะที่บริษัทกำลังสรรหาประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ซีอีโอคนใหม่ หลังจาก ดอล์ฟ ฟาน เดน บริงก์ ลาออกอย่างกะทันหันในเดือนม.ค. ที่ผ่านมา
ไฮเนเก้น ซึ่งยังเป็นผู้ผลิตเบียร์แบรนด์ Tiger และ Amstel ระบุว่าจะเร่งเพิ่มการเติบโตโดยใช้ทรัพยากรที่น้อยลง เพื่อคลายความกังวลของนักลงทุนที่ไม่พอใจและมองว่าบริษัทล้าหลังด้านประสิทธิภาพในการดำเนินงาน
ทั้งนี้ ยอดขายในอุตสาหกรรมเบียร์โดยรวมกำลังชะลอตัว ท่ามกลางภาวะการเงินที่ตึงตัวขึ้นของผู้บริโภค และสภาพแวดล้อมที่ไม่เอื้ออำนวยในช่วงที่ผ่านมา
นอกจากอุปสงค์ที่อ่อนแรงแล้ว ผู้ผลิตเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ยังเผชิญความเสี่ยงระยะยาวจากคำเตือนด้านสุขภาพที่เพิ่มขึ้น การแข่งขันจากสินค้าทดแทน และปัจจัยรบกวนอย่างยาลดน้ำหนัก
คู่แข่งอย่าง "คาลส์เบิร์ก" (Carlsberg) ก็ประกาศแผนลดพนักงานเช่นกัน ขณะที่ผู้ผลิตเบียร์และสุรารายอื่นต่างเร่งลดต้นทุน ขายสินทรัพย์ และชะลอกำลังการผลิต หลังเผชิญยอดขายเติบโตช้าเป็นเวลาหลายปี
ราคาหุ้นไฮเนเก้น ปรับขึ้น 4% ณ เวลา 08.18 น. และเพิ่มขึ้นราว 7% นับตั้งแต่สิ้นปี 2025





