วันศุกร์ ที่ 13 มีนาคม 2569

Login
Login

Fitch จับตา 'รัฐบาลอนุทิน' ชี้ความมั่นคงของพรรคร่วมคือ ตัวตัดสินอันดับเครดิตไทย

Fitch จับตา 'รัฐบาลอนุทิน' ชี้ความมั่นคงของพรรคร่วมคือ ตัวตัดสินอันดับเครดิตไทย

ฟิทช์ เรทติ้งส์ (Fitch Ratings) เกาะติดการจัดตั้งรัฐบาลไทย ชี้ ‘ภูมิใจไทย’ ผงาดแกนนำช่วยลดความเสี่ยงภาวะชะงักงันทางการเมือง แต่เตือนการเจรจาต่อรองของรัฐบาลผสมอาจกระทบแผนการคลังระยะปานกลาง (MTFF) และฉุดรั้งการปรับสมดุลทางการคลัง ย้ำเสถียรภาพเศรษฐกิจคือตัวชี้ชะตาอันดับความน่าเชื่อถือประเทศ หลังเคยหั่นแนวโน้มสู่ "เชิงลบ" เมื่อปลายปี 2568

รายงานของฟิทช์ เรทติ้งส์ ซึ่งเผยเเพร่ในวันที่ 10 ก.พ.69 ระบุว่า จากการประเมินผลการเลือกตั้งของไทยล่าสุด สะท้อนให้เห็นถึงความต่อเนื่องของนโยบายบางประการจากรัฐบาลรักษาการที่มีพรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำ แม้ความไม่แน่นอนทางการเมืองจะยังคงมีอยู่จนกว่าการจัดตั้งรัฐบาลผสมชุดใหม่จะเสร็จสิ้น แต่ปัจจัยสำคัญที่จะกำหนด "อันดับความน่าเชื่อถือของประเทศ" (Sovereign Rating) ในระยะต่อไป คือ นโยบายเศรษฐกิจ และการคลังของรัฐบาลชุดใหม่

Fitch จับตา 'รัฐบาลอนุทิน' ชี้ความมั่นคงของพรรคร่วมคือ ตัวตัดสินอันดับเครดิตไทย

รายงานประเมินว่า พรรคภูมิใจไทย และพรรคพันธมิตรจะสามารถจัดตั้งรัฐบาลผสมได้สำเร็จ ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงที่อาจเกิดภาวะหยุดชะงักหลังการเลือกตั้ง (Post-election disruption) เนื่องจากจำนวนที่นั่งในสภาที่เพิ่มขึ้นของพรรคภูมิใจไทย และพันธมิตรที่อาจเกิดขึ้น จะส่งผลให้เกิดรัฐบาลที่มีความมั่นคงมากกว่าในอดีต

อย่างไรก็ตาม เสถียรภาพของรัฐบาลผสม จะเป็นตัวกำหนดว่าประเทศไทยจะสามารถลดความไม่แน่นอนทางการเมืองเชิงโครงสร้าง และส่งมอบนโยบายการคลังที่คาดการณ์ได้หรือไม่ โดยที่ผ่านมาไทยมีประวัติศาสตร์ความไม่สงบทางการเมืองที่ยาวนาน โดยนับตั้งแต่การเลือกตั้งพ.ค.2566 มีการเปลี่ยนผ่านนายกรัฐมนตรีถึง 3 ท่าน และนายกรัฐมนตรีรักษาการอีก 3 ท่าน

ประเด็นที่น่ากังวลคือ การเจรจาต่อรองระหว่างพรรคการเมืองในรัฐบาลผสมอาจทำให้การปรับสมดุลทางการคลัง (Fiscal Consolidation) ล่าช้าออกไป และอาจทำให้ แผนการคลังระยะปานกลาง (MTFF) เปลี่ยนแปลงไปอย่างเห็นได้ชัด

 

ฟิทช์กำลังจับตาว่ารัฐบาลใหม่จะมุ่งเน้นการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง หรือเน้นเพียงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น เช่น

• โครงการคนละครึ่ง: ซึ่งมีต้นทุนประมาณ 0.8% ของ GDP

• การสนับสนุน SMEs และการแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือน

แม้มาตรการเหล่านี้จะช่วยกระตุ้นอุปสงค์ในระยะสั้น แต่หากไม่มีมาตรการชดเชยที่เหมาะสม การใช้จ่ายงบประมาณเพื่อผลักดันนโยบายของรัฐบาลผสมอาจทำให้การลดการขาดดุลเป็นไปได้ยากขึ้น

สำหรับแผนการคลังระยะปานกลางฉบับปัจจุบัน ตั้งเป้าลดการขาดดุลงบประมาณจาก 4.4% ในปีงบประมาณ 2569 ให้เหลือ 2.1% ภายในปีงบประมาณ 2573 โดยคาดว่าหนี้สาธารณะจะแตะระดับสูงสุดในปี 2571

อย่างไรก็ตาม ฟิทช์ มองว่าแผนดังกล่าวตั้งอยู่บนสมมติฐานที่ “เป็นไปได้ยากในทางการเมือง” คือ การเตรียมปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) เป็นลำดับขั้น โดยปรับเป็น 8.5% ในปีงบประมาณ 2571 และเป็น 10% ในปีงบประมาณ 2573

ย้อนกลับไปเมื่อเดือนก.ย. 2568 ฟิทช์ ได้ปรับมุมมองเศรษฐกิจไทยสู่ "เชิงลบ" เนื่องจากฐานะการคลังที่อ่อนแอลง ดังนั้น ความสามารถของรัฐบาลในการรักษาเสถียรภาพหนี้สาธารณะต่อ GDP จึงเป็นเรื่องสำคัญ

ท้ายที่สุด หากรัฐบาลไม่สามารถลดการขาดดุลได้ตามเป้าหมาย จะบั่นทอนความเชื่อมั่น และอาจนำไปสู่การลดอันดับความน่าเชื่อถือในที่สุด โดยปัจจัยระยะสั้นที่ต้องจับตาคือ ความสามารถของรัฐบาลในการประสานมาตรการสนับสนุนเศรษฐกิจให้สอดคล้องกับแนวทางการปรับลดการขาดดุลที่น่าเชื่อถือ

 

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์