วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม 2569

Login
Login

‘ปราโบโว’ เมินคำเตือน เดิมพันงบก้อนโต ปั๊มจีดีพี 8%

‘ปราโบโว’ เมินคำเตือน เดิมพันงบก้อนโต ปั๊มจีดีพี 8%

รัฐบาลของ ปราโบโว ซูเบียนโต กำลังเดินหน้าย้ำยุทธศาสตร์เศรษฐกิจแบบ "เทหมดหน้าตัก" แม้ว่านโยบายการใช้จ่ายงบประมาณจำนวนมหาศาลจะเริ่มส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั่วโลก

ล่าสุด อินโดนีเซีย ซึ่งเป็นเขตเศรษฐกิจมูลค่า 1.4 ล้านล้านดอลลาร์ และซัพพลายเออร์สินค้าโภคภัณฑ์รายใหญ่ของโลก กำลังถูกจับตามองอย่างหนักหลังจากดัชนี MSCI ได้ส่งสัญญาณเตือนจนทำให้มูลค่าตลาดหุ้นอินโดนีเซียหายไปกว่า 1.2 แสนล้านดอลลาร์ ตามมาด้วยการที่ Moody’s ปรับลดแนวโน้มอันดับความน่าเชื่อถือของรัฐบาล และบริษัทเอกชนสู่ "เชิงลบ" (Negative) จากเดิมที่ระดับ "คงที่" (Stable)

จุดที่ไม่มีทางถอยหลังกลับ

แหล่งข่าวภายในทำเนียบรัฐบาลซึ่งกล่าวกับรอยเตอร์ส ระบุว่า รัฐบาลอินโดนีเซียไม่มีแผนที่จะลดเพดานนโยบายประชานิยมลง โดยเฉพาะ "โครงการอาหารกลางวันฟรี" มูลค่า 2 หมื่นล้านดอลลาร์ และแผนกระตุ้นเศรษฐกิจชนบท โดยระบุว่า "เรามาถึงจุดที่ถอยไม่ได้แล้ว เพราะสิ่งเหล่านี้กลายเป็นโครงการหลักของรัฐบาลไปแล้ว" แม้ว่านักลงทุนจะกังวลว่าวินัยการเงินการคลังที่อินโดนีเซียรักษามาอย่างดีนับตั้งแต่หลังวิกฤติต้มยำกุ้งปี 1990 จะถูกทำลายลง โดยงบประมาณปี 2568 มีการขาดดุลสูงถึง 2.92% ซึ่งถือเป็นระดับสูงสุดในรอบกว่า 2 ทศวรรษหากไม่นับช่วงโควิด-19

เมินคำเตือนสถาบันการเงินโลก

ขณะที่ ปราเซตโย ฮาดี (Prasetyo Hadi) โฆษกส่วนตัวของปราโบโว ยืนยันว่ารัฐบาลมีความมั่นใจในการบริหารจัดการการคลัง และย้ำว่ายอดขาดดุลยังไม่เกินเพดาน 3% ตามที่กฎหมายกำหนด พร้อมเตรียมเร่งเบิกจ่ายงบประมาณอย่างเต็มที่ตั้งแต่ต้นปี ทั้งนี้ แหล่งข่าวระบุว่ารัฐบาลมองความกังวลของสถาบันการเงินโลกว่าเป็นความตื่นตระหนกที่ผิดที่ผิดทางและจะไม่ยอมให้สิ่งเหล่านี้มาชี้นำนโยบายระดับชาติ โดยมองว่าการเติบโตแบบเดิมที่ 5% นั้นไม่เพียงพอต่อความต้องการจ้างงานของประเทศที่มีประชากรมากเป็นอันดับ 4 ของโลกอีกต่อไป

จาก "วินัยการคลัง" สู่ "เน้นโตเร็ว"

สัญญาณที่ชัดเจนที่สุดของการเปลี่ยนทิศทางคือ การที่ปราโบโวสั่งปลด ศรี มุลยานี อินดราวาตี (Sri Mulyani Indrawati) อดีตรัฐมนตรีคลังผู้มีชื่อเสียงด้านวินัยการคลัง และแต่งตั้ง ปูร์บายา ยูดี สะเดวา (Purbaya Yudhi Sadewa) นักเศรษฐศาสตร์สายกระตุ้นการเติบโตขึ้นมาแทน ซึ่งนักวิเคราะห์ส่วนหนึ่งมองว่านี่คือ การรื้อฟื้นโครงสร้างการปฏิรูปที่ทำมานานหลายทศวรรษเพื่อแลกกับเป้าหมายจีดีพี 8% ซึ่งในระยะยาวอาจกลายเป็นนโยบายที่ทำลายการเติบโตเสียเอง (Anti-growth)

ความเสี่ยงเงินทุนไหลออก 7.8 พันล้านดอลลาร์

บรรดานักลงทุนจากกองทุนชั้นนำอย่าง Ninety One เตือนว่ารัฐบาลกำลังดำเนินนโยบายแบบประชานิยมที่ "แจกของ" ทั้งที่ยังไม่มีงบประมาณรองรับเพียงพอ ขณะที่ Goldman Sachs ประเมินว่าหากอินโดนีเซียไม่เร่งแก้ไขปัญหาความโปร่งใส และโครงสร้างการถือหุ้นตามที่ MSCI ท้วงติง อาจเสี่ยงถูกลดชั้นจาก "ตลาดเกิดใหม่" (Emerging Market) สู่ "ตลาดชายขอบ" (Frontier Status) ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะเงินทุนไหลออกรุนแรงถึง 7.8 พันล้านดอลลาร์ ท่ามกลางสถานการณ์ที่ปราโบโวยังคงไม่ส่งสัญญาณที่จะปรับจูนนโยบายให้เข้ากับความเป็นจริงของเศรษฐกิจโลกในปัจจุบัน

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์