TSMC ขยับ ‘ญี่ปุ่น’ ขึ้นสู่บทบาทใหม่ในห่วงโซ่อุปทาน ด้วยแผนผลิต ‘ชิป 3 นาโนเมตร’ ใน จ.คุมาโมโตะ ท่ามกลางกำลังการผลิตที่ตึงตัวในไต้หวันและสหรัฐ
เว็บไซต์นิกเกอิ เอเชียรายงานว่า บริษัทชิป Taiwan Semiconductor Manufacturing Co. (TSMC) จ่อ “ยกระดับบทบาทของญี่ปุ่น” ในห่วงโซ่อุปทานของบริษัท ด้วยแผนการผลิตชิประดับขั้นสูงในญี่ปุ่น ท่ามกลางความต้องการประมวลผลด้านปัญญาประดิษฐ์ที่เพิ่มสูง จนกดดันฐานการผลิตเดิมของบริษัท
TSMC วางแผนจะผลิต “ชิปขนาด 3 นาโนเมตร” สำหรับการใช้งานด้าน AI ในจังหวัดคุมาโมโตะ ทางตอนใต้ของญี่ปุ่น ซึ่งจะทำให้ญี่ปุ่นกลายเป็น “ศูนย์กลางการผลิตชิประดับขั้นสูงแห่งที่ 3” ของบริษัท ต่อจากไต้หวันและสหรัฐ
เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ซี.ซี. เว่ย ประธานและซีอีโอของ TSMC ได้เข้าพบซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น เพื่อชี้แจงถึงแผนปรับเปลี่ยนโครงการโรงงานแห่งที่สองของ TSMC ในจังหวัดคุมาโมโตะ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการก่อสร้าง
เดิมที โรงงานดังกล่าวถูกวางแผนให้ผลิตชิปขนาด 6 นาโนเมตร สำหรับอุปกรณ์โทรคมนาคมและการใช้งานอื่น ๆ
ปัจจุบัน TSMC ผลิตชิปขนาด 2 นาโนเมตรและ 3 นาโนเมตรทั้งหมดในไต้หวัน และมีแผนเริ่มผลิตชิปขนาด 3 นาโนเมตรในรัฐแอริโซนาในปี 2027
เมื่อความต้องการชิปสำหรับ AI ที่พุ่งแรง กำลังวิ่งเร็วกว่าการลงทุนของ TSMC อย่างเห็นได้ชัด
ซี.ซี. เว่ย ยอมรับในการพบปะนักวิเคราะห์เมื่อเดือนมกราคมว่า กำลังการผลิตของบริษัท “ตึงตัวมาก”
ในปีนี้ TSMC เปลี่ยนมาเดินเกมรุกเต็มตัว โดยวางแผนลงทุนสูงถึง 5.2–5.6 หมื่นล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นได้มากสุดถึง 37% จากปี 2025 พร้อมเร่งลงทุนในสหรัฐ เดินหน้าแผนสร้างโรงงานผลิตชิประดับสูงถึง 6 แห่งในรัฐแอริโซนา
ขณะเดียวกัน TSMC ได้เริ่มผลิตชิปรุ่นล้ำสมัยขนาด 2 นาโนเมตรในไต้หวันเชิงพาณิชย์แล้วตั้งแต่ปลายปี 2025 โดยเปิดสายการผลิตอย่างละหนึ่งไลน์ที่โรงงานในซินจู๋และเกาสง
อย่างไรก็ตาม การเพิ่มกำลังผลิตในไต้หวันและสหรัฐยังเจออุปสรรคหนัก โรงงานแห่งแรกในแอริโซนาเคยต้องชะลอการก่อสร้างชั่วคราว เนื่องจากขาดแคลนแรงงานทักษะสูง
ส่วนในไต้หวัน TSMC กำลังทุ่มทรัพยากรไปที่ชิป 2 นาโนเมตร ทำให้แทบไม่เหลือกำลังการผลิตรองรับชิป 3 นาโนเมตรเพิ่ม
ปัจจัยเหล่านี้ ทำให้ TSMC ต้องกลับมาทบทวนแผนของฐานการผลิตในจังหวัดคุมาโมโตะ โรงงานแห่งแรกที่เปิดดำเนินการในปี 2024 เพื่อผลิตชิปขนาด 12–28 นาโนเมตร โดยเน้นป้อนอุตสาหกรรมยานยนต์เป็นหลัก
อ้างอิง: nikkei





