วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม 2569

Login
Login

'ฮอนด้า' อ่วม กำไรดิ่ง 42% ธุรกิจรถยนต์ขาดทุน กดดันทั้งอีวีทั้งภาษีทรัมป์

'ฮอนด้า' อ่วม กำไรดิ่ง 42% ธุรกิจรถยนต์ขาดทุน กดดันทั้งอีวีทั้งภาษีทรัมป์

Honda อ่วมหนัก กำไร 9 เดือนลดฮวบกว่า 40% ทั้งอีวีทั้งภาษีทรัมป์กดดันธุรกิจรถยนต์ 'ขาดทุน' แต่ยังได้กลุ่มรถมอเตอร์ไซค์ช่วยพยุงภาพรวม บริษัทยังคงเป้าทั้งปีเท่าเดิม

บริษัท "ฮอนด้า มอเตอร์" (Honda Motor) รายงานกำไรสุทธิในช่วง 9 เดือนสิ้นสุดเดือนธ.ค. 2025 ปรับตัวลดลง 42.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน จากแรงกดดันภาษีนำเข้ารถยนต์ของสหรัฐ และการชะลอตัวของตลาดรถยนต์ไฟฟ้า (อีวี) ทั่วโลก ทำให้ธุรกิจรถยนต์ขาดทุนจากการดำเนินงาน แต่ยังได้ธุรกิจรถจักรยานยนต์ที่ยังทำกำไรแข็งแกร่งช่วยชดเชยได้บางส่วน

ผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่สุดอันดับ 2 ในญี่ปุ่นเปิดเผยว่า กำไรสุทธิช่วงเดือนเม.ย.–ธ.ค. 2025 อยู่ที่ 465,400 ล้านเยน (ราว 9.3 หมื่นล้านบาท) โดยได้รับผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญจากมาตรการภาษีนำเข้ารถยนต์ของประธานาธิบดีสหรัฐโดนัลด์ ทรัมป์ รวมถึงการชะลอตัวของตลาดรถยนต์อีวีในหลายประเทศ

สำหรับรายได้รวมตลอด 9 เดือน อยู่ที่ 15.9 ล้านล้านเยน ลดลง 2.2% จากปีก่อนหน้า ขณะที่กำไรจากการดำเนินงานอยู่ที่ 591,500 ล้านเยน ซึ่งลดลงถึง 48.1%

รถยนต์ขาดทุน แต่ได้มอเตอร์ไซค์ช่วยพยุง

นิกเกอิ เอเชีย รายงานว่าเฉพาะธุรกิจรถยนต์เพียงอย่างเดียว รายงานผลขาดทุนจากการดำเนินงาน 166,400 ล้านเยนในช่วง 9 เดือน โดยรวมถึงค่าใช้จ่ายครั้งเดียวที่เกี่ยวข้องกับรถอีวีที่จำหน่ายในสหรัฐ

ทั้งนี้ บรรดาผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่กำลังเผชิญกับ "แรงต้าน" จากผู้บริโภคทั่วโลกต่อการเปลี่ยนผ่านสู่ยุครถยนต์อีวี ขณะที่ Honda ซึ่งเป็นหนึ่งในค่ายที่เร่งขยายธุรกิจอีวีอย่างจริงจัง ได้ตัดสินใจเลื่อนแผนสร้างห่วงโซ่อุปทานรถอีวีแบบครบวงจรในแคนาดาเมื่อปีที่แล้ว

ไม่ใช่แค่ Honda ที่เจอแรงกดดัน

ก่อนหน้านี้ ค่ายบิ๊กทรีอเมริกันอย่าง "Ford Motor" ประกาศในเดือนธ.ค. ว่า บริษัท “ไม่มีแผนที่จะผลิตรถยนต์อีวีขนาดใหญ่บางรุ่นอีกต่อไป” หลังความคุ้มค่าทางธุรกิจลดลงจากอุปสงค์ที่ต่ำกว่าคาด ต้นทุนที่สูง และการเปลี่ยนแปลงด้านกฎระเบียบ โดยฟอร์ดระบุว่าจะบันทึกค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับอีวีสูงถึง 19,500 ล้านดอลลาร์

แรงกดดันจากต้นทุน การแข่งขันที่รุนแรง และความไม่แน่นอนด้านนโยบายการค้าระหว่างประเทศ กำลังท้าทายกลยุทธ์อีวี ของผู้ผลิตรถยนต์ทั่วโลกอย่างต่อเนื่อง

ที่มา: Bloomberg