การประกาศชื่อ ‘เควิน วอร์ช’ เป็นประธานเฟด ไม่ได้สร้างความสบายใจให้ตลาดทุนอย่างที่คาด ตรงกันข้าม ปฏิกิริยาตลาดสะท้อนว่า ชายผู้นี้อาจไม่ใช่ ‘สายผ่อนคลาย’ หากแต่เป็นผู้มีแนวคิดการเงิน ‘เข้มงวด’ ที่ต้องการลดบทบาทเฟด ถอนสภาพคล่องออกจากระบบ และท้าทายกรอบคิดเดิมของธนาคารกลาง
ทันทีที่ชื่อ “เควิน วอร์ช” (Kevin Warsh) ถูกประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศให้เป็น ว่าที่ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) คนใหม่ เมื่อวันที่ 30 ม.ค.ที่ผ่านมา ตลาดการเงินกลับตอบสนองใน “เชิงลบ” ทันที อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี ดีดตัวขึ้นราว 4 เบสิสพอยต์ ค่าเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นประมาณ 0.5% ขณะที่ตลาดหุ้นสหรัฐเผชิญแรงขายแรง
ปฏิกิริยาดังกล่าว เกิดขึ้นทั้งที่วอร์ชเคยรับปากทรัมป์ว่าจะลดอัตราดอกเบี้ย ซึ่งในทางทฤษฎีควรสะท้อนท่าทีผ่อนคลายทางการเงิน ทว่าตลาดกลับตีความต่างออกไป ราวกับกำลังส่งสัญญาณว่า วอร์ช “ไม่ใช่สายผ่อนคลาย” อย่างที่เห็นกันผิวเผิน
ดอกเบี้ยอาจลด แต่งบดุลเฟดต้องหด ความจริงที่ตลาดกลัว
หากดูประวัติของเขาที่ผ่านมา วอร์ชมีแนวคิดการเงินที่เข้มงวดสูง แก่นแนวคิดสำคัญของเขา คือ “การลดขนาดงบดุลเฟด” หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ “การถอนสภาพคล่องออกจากระบบการเงิน” ซึ่งเป็นประเด็นที่ตลาดทุนกังวลอย่างยิ่ง เนื่องจากสภาพคล่องส่วนเกินมหาศาลในปัจจุบัน ไม่เพียงทำหน้าที่พยุงราคาสินทรัพย์เสี่ยงอย่างตลาดหุ้น และคริปโทฯเท่านั้น หากยังเป็นกลไกสำคัญที่หล่อเลี้ยง “การหมุนเวียนเงินทุน” เพื่อรองรับการลงทุนขนาดใหญ่ในโครงสร้างพื้นฐานด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) อีกด้วย
- เควิน วอร์ช (ภาพ: Reuters) -
ย้อนไปในปี 2006–2011 วอร์ชเคยเป็นผู้ว่าการเฟด และทำงานร่วมกับประธานเฟดในขณะนั้นคือ เบน เบอร์นานเก เพื่อรับมือกับวิกฤติการเงินโลก ซึ่งคือวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์
อย่างไรก็ตาม วอร์ชตัดสินใจ “ลาออก” เพราะไม่เห็นด้วยกับนโยบายปล่อยสภาพคล่องเข้าสู่ระบบ หรือ Quantitative Easing (QE) ซึ่งเป็นการซื้อพันธบัตรมหาศาลด้วยการอัดฉีดเงินสำรองเข้าสู่ระบบธนาคาร
นับตั้งแต่ปี 2008 ถึง 2022 สินทรัพย์ของเฟดพุ่งจากราว 9 แสนล้านดอลลาร์ เป็น 9 ล้านล้านดอลลาร์ ก่อนจะลดลงมาอยู่แถว 6.6 ล้านล้านดอลลาร์ในปัจจุบัน
ในมุมของวอร์ช มองว่าการอัดฉีดแบบนี้ไม่ว่าในช่วงปี 2008 รวมถึงในวิกฤติโควิด-19 ที่เฟดทำ QE มหาศาล ไม่เพียงกดดอกเบี้ยระยะยาว แต่ยังส่งสัญญาณผิดให้ตลาด เปิดทางให้รัฐบาลขาดดุลงบประมาณมหาศาล และสุดท้ายจุดชนวนเงินเฟ้อ
เขาเคยกล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่า “ทุกครั้งที่เฟดกระโจนเข้าไปช่วย ระบบก็ยิ่งบวม หนี้ยิ่งพอก และเส้นแบ่งของสถาบันยิ่งถูกล้ำเส้น”
แนวคิดของวอร์ชสอดคล้องกับฝ่ายการเมืองสายทรัมป์ที่มองว่า เฟดขยายภารกิจเกินจำเป็น และอาจนำไปสู่การ “จัดระเบียบใหม่” ระหว่างบทบาทกระทรวงการคลังกับเฟด โดยให้คลังมีอำนาจดูแลอัตราดอกเบี้ยระยะยาวมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ความท้าทายคือ ระบบธนาคารในวันนี้ “พึ่งพาเงินสำรองส่วนเกิน” หากวอร์ชลดงบดุลเฟดเร็วเกินไป ตลาดทุนอาจถึงขั้นปั่นป่วน
ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อเฟดขายพันธบัตรเพื่อถอนสภาพคล่อง อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐระยะยาวอาจพุ่ง จนดันดอกเบี้ยจำนองขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งที่ทรัมป์ไม่ต้องการอย่างยิ่ง
“เควิน วอร์ช อาจต้องการให้งบดุลมีขนาดเล็กลง และลดบทบาทเฟดในตลาดการเงิน” โจ อเบต นักกลยุทธ์ด้านอัตราดอกเบี้ยสหรัฐจาก SMBC Capital Markets กล่าว แต่เขาเสริมว่า
“การลดขนาดงบดุลลงจริง ๆ นั้น แทบเป็นไปไม่ได้ตั้งแต่ต้น เพราะธนาคารต่าง ๆ ต้องการระดับเงินสำรองในระบบเท่านี้”
อาเบตชี้ว่า เฟด ไม่สามารถลดขนาดงบดุลลงไปได้มากนัก เพราะหากเงินสำรองในระบบลดต่ำเกินไป โดยเฉพาะหากลดลงมาใกล้ระดับราว 3 ล้านล้านดอลลาร์ จะทำให้ตลาดการเงินผันผวนหนัก และทำให้เฟดบริหารนโยบายดอกเบี้ยได้ลำบาก
ความทะเยอทะยาน ‘เปลี่ยนระบอบเฟด’
ในกรอบกระแสหลักของเฟด มอง “เงินเฟ้อ” เป็นผลลัพธ์ของความไม่สมดุลระหว่างอุปสงค์กับอุปทาน ความตึงตัวของตลาดแรงงาน และความคาดหวังเงินเฟ้อของประชาชน
โมเดลเหล่านี้เชื่อว่า หากตลาดแรงงานเริ่มคลาย ความต้องการชะลอ และความคาดหวังเงินเฟ้อถูก “ตรึง” เงินเฟ้อก็จะค่อย ๆ ลดลงตามกลไกเศรษฐกิจ และหน้าที่ของเฟดคือ ปรับดอกเบี้ยให้สอดคล้องกับตัวแปรเหล่านี้
ด้านวอร์ชวิจารณ์แบบจำลองทางเศรษฐศาสตร์เหล่านี้ รวมถึงสิ่งที่เขาเรียกว่า “Economics Guild” หรือ “กลุ่มนักเศรษฐศาสตร์ผู้ผูกขาดความคิด” โดยมองว่าแบบจำลองเหล่านี้ มีมุมมองแคบเกินไป พึ่งพาชุดข้อมูลบางประเภทมากเกินควร และเคยพลาดสัญญาณเตือนสำคัญหลายครั้ง โดยเฉพาะก่อนเงินเฟ้อเร่งตัวขึ้นอย่างรุนแรง
สำหรับวอร์ช เงินเฟ้อไม่สามารถอธิบายได้ด้วยกรอบเดียว แต่ผสมหลายปัจจัย เช่น ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ ราคาหุ้น ปริมาณเงินในระบบ ผลิตภาพ ไปจนถึงการใช้จ่ายของรัฐบาลกลาง
บางฝ่ายกังวลว่า ท่าทีดูแคลนเศรษฐศาสตร์มหภาคกระแสหลักของเควิน วอร์ช อาจทำให้เกิดความปั่นป่วนขึ้นภายในเฟด โดยเขาอาจปะทะกับเจ้าหน้าที่มืออาชีพของเฟด และกับกรรมการเฟดคนอื่น ๆ
ความกังวลนี้ยิ่งชัด เพราะวอร์ชเคยกล่าวว่า “สิ่งที่เราต้องการคือ ‘การเปลี่ยนระบอบเฟด’ ไม่ใช่แค่ตัวประธาน แต่รวมถึงคนอีกจำนวนหนึ่ง นี่คือการทลายหัวกะโหลกบางใบ”
อย่างไรก็ตาม มีอีกกลุ่มเชื่อว่าตัวจริงของวอร์ช อาจยืดหยุ่นกว่าที่พูดบนเวที ลดความแข็งกร้าวลง หนึ่งในนั้นคือเนลลี เหลียง ซึ่งเคยเป็นนักเศรษฐศาสตร์ของเฟด เคยทำงานใกล้ชิดกับวอร์ชในช่วงวิกฤติการเงิน และปัจจุบันทำงานอยู่ที่สถาบันวิจัยนโยบายการเงิน Brookings Institution
เหลียงมองว่า “วอร์ชจะไม่ใช่คนที่นั่งรับข้อมูลอย่างเฉย ๆ แต่เขาตระหนักดีว่า ยังมีความเชี่ยวชาญและประสบการณ์จริงจำนวนมากในหมู่เจ้าหน้าที่ของเฟดที่เขาสามารถดึงมาใช้ได้”
ขณะเดียวกัน วอร์ชจะไม่ยอมให้โมเดลเหล่านั้นมัดมือมัดเท้า หรือพูดอีกแบบคือ ใช้เป็นข้อมูลประกอบ แต่ไม่ใช่เป็นคำสั่งศักดิ์สิทธิ์
นอกจากนี้ ถ้าวอร์ชต้องการทำให้เกิด “การปฏิวัติ” การกำกับดูแลของเฟดจริง การอาศัยแนวคิดอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ แต่ต้องพาคนในคณะกรรมการนโยบายการเงิน (Federal Open Market Committee) ไปด้วย เพราะ FOMC ไม่ใช่เวทีที่ประธานสั่งแล้วทุกคนทำตาม แต่เป็นกลุ่มคนเก่ง 12 คน ที่มีอำนาจและมีความคิดของตัวเอง
อีมิล เฮนรี ซึ่งเคยทำงานร่วมกับวอร์ชสมัยรัฐบาลบุช และปัจจุบันเป็นหัวหน้าบริษัทไพรเวตอิควิตี้ Tiger Infrastructure Partners ให้ความเห็นว่า การเปลี่ยนแปลงใหญ่ในเฟด ต้องใช้ทักษะด้านมนุษยสัมพันธ์สูง เพื่อโน้มน้าว FOMC ให้ยอมเดินไปในทิศทางเดียวกัน
เขาสรุปจุดเด่นของวอร์ชว่า “วอร์ชมีทั้งความฉลาดทางสติปัญญา (IQ) และความฉลาดทางอารมณ์ (EQ) ระดับมหากาพย์”
บททดสอบ กล้าพูดว่า ‘ไม่’ กับทรัมป์หรือไม่
แม้วอร์ชเป็นตัวเลือกที่ “อิสระกว่า” คู่แข่งอย่าง เควิน แฮสเซตต์ แต่ความจริงคือ เขาถูกแต่งตั้งโดยประธานาธิบดีที่ดูเหมือนไม่เชื่อในความเป็นอิสระของธนาคารกลาง
ทรัมป์ต้องการดอกเบี้ยต่ำ และวอร์ชก็รับลูก โดยพูดชัดว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบาย สามารถลดลง “ได้อีกมาก” เพื่อทำให้สินเชื่อบ้าน 30 ปีเข้าถึงได้ง่ายขึ้น
คำถามสำคัญคือ ถ้าข้อมูลเศรษฐกิจชี้ชัดว่า “ยังไม่ควรลดดอกเบี้ย” วอร์ชจะกล้าขัดคำสั่งทรัมป์หรือไม่
หลายคนในวอลล์สตรีทเชื่อว่า วอร์ชอาจพูดในสิ่งที่จำเป็น หรือรับปากบางอย่างไปก่อนเพื่อให้ได้ตำแหน่ง และเมื่อเวลาผ่านไป เขาจะเป็นตัวของตัวเอง แต่ทรัมป์เองก็รู้ดีว่า ประธานเฟดสามารถ “เปลี่ยนไปได้” หลังรับตำแหน่ง และเขาไม่ลังเลที่จะกดดันหรือเล่นงาน หากไม่พอใจ จากกรณีบทเรียนจากเจอโรม พาวเวลล์ ซึ่งทรัมป์เป็นคนเลือกเองกับมือ
ถึงแม้ยังมีรั้วกฎหมายและศาลสูงคอยคุ้มครองความเป็นอิสระของเฟด แต่ในทางการเมือง ประธานาธิบดีสามารถทำให้ชีวิตประธานเฟดยากลำบากได้เสมอ ตั้งแต่การโจมตีทางวาทกรรม เพื่อให้มวลมหาประชาชนเข้ากดดันเฟด การตั้งคณะกรรมการสอบสวน ไปจนถึงการแต่งตั้งกรรมการเฟดคนใหม่เพิ่ม ที่มีท่าทีอ่อนตามการเมือง
หากประธานาธิบดีเลือกใช้แรงกดดันทางการเมืองอย่างต่อเนื่อง “ความเป็นอิสระของเฟด” ย่อมถูกทดสอบทุกวัน ไม่ใช่เฉพาะในวันประชุมกำหนดดอกเบี้ย
สุดท้ายแล้ว บทพิสูจน์ที่แท้จริงของเควิน วอร์ช ไม่ได้อยู่ที่ว่าเขาจะลดดอกเบี้ยได้เร็วแค่ไหน แต่อยู่ที่ว่า ในวันที่ไม่ควรลด เขาจะกล้าพูดคำว่า “ไม่” ได้หนักแน่นเพียงใด
อ้างอิง: wsj, reuters, yahoo





