วันเสาร์ ที่ 7 กุมภาพันธ์ 2569

Login
Login

ทำไมทรัมป์ชอบแหวกระเบียบโลกเดิม รู้จักทรัมป์ผ่านเลนส์ ‘ราชานิยมยุคใหม่’

ทำไมทรัมป์ชอบแหวกระเบียบโลกเดิม รู้จักทรัมป์ผ่านเลนส์ ‘ราชานิยมยุคใหม่’

ตั้งแต่นโยบายแบบคาดเดาไม่ได้ ไปจนถึงการข่มขู่องค์กรอิสระและภาคเอกชน ทำให้นักวิชาการมองว่า การเมืองทรัมป์ คล้ายแนวคิด ‘ราชานิยมยุคใหม่’ ซึ่งมักถูกกำหนดผ่านความสัมพันธ์ส่วนตัว ความภักดี และผลประโยชน์ของกลุ่มคนวงใน มากกว่าการพิจารณาผลประโยชน์สาธารณะหรือยุทธศาสตร์ระยะยาว

ในการดำเนินนโยบายของปธน.ทรัมป์ หลายครั้งดูราวกับ “ฉีกทิ้งระเบียบโลกเดิม” ไม่ว่านำ สหรัฐ ออกจากองค์การอนามัยโลก มุ่งหวังผนวกแคนาดาและกรีนแลนด์ เปิดไฟเขียวขายอาวุธให้กัมพูชาได้ ทั้งที่ประเทศนี้พัวพันอาชญากรรมสแกมเมอร์ และละเมิดสิทธิมนุษยชนขั้นร้ายแรง 

ไม่เพียงเท่านั้น ปธน.ผู้นี้ยังได้โพสต์ขู่ดำเนินคดีประธานธนาคารกลางสหรัฐ ซึ่งบั่นทอนกฎการไม่แทรกแซงองค์กรอิสระที่สหรัฐยึดมั่นมา

ปรากฏการณ์ฉีกแนวเช่นนี้ ก่อให้เกิดการถกเถียงในแวดวงวิชาการ และการวิเคราะห์การเมืองระหว่างประเทศว่า ประธานาธิบดีผู้นี้มองโลกอย่างไร ทำไมถึงตัดสินใจเช่นนั้น และสหรัฐควรมีบทบาทแบบใดในเวทีโลก

ทว่ามีทฤษฎีหนึ่งที่กำลังได้รับความสนใจอย่างมาก คือ แนวคิด ราชานิยมยุคใหม่” หรือ “นีโอโรยัลลิซึม” (Neoroyalism) ซึ่งชี้ให้เห็นว่า รูปแบบการปกครองของทรัมป์ มีความคล้ายคลึงกับ “ราชวงศ์ในศตวรรษที่ 16” อย่างทิวดอร์ (Tudors) และฮับส์บวร์ก (Habsburg) มากกว่าลักษณะนักการเมืองแบบปัจจุบัน

คำว่า “นีโอโรยัลลิซึม” ถูกบัญญัติขึ้นโดยนักรัฐศาสตร์สองคนคือ อับราฮัม แอล. นิวแมน (Abraham L. Newman) และสเตซี ก็อดดาร์ด (Stacie Goddard) เพื่ออธิบายสภาวะที่นโยบายเศรษฐกิจและการเมืองระดับโลก ไม่ได้ถูกกำหนดบนฐานของผลประโยชน์แห่งชาติ ความสามารถในการแข่งขัน หรือการเติบโตระยะยาว หากแต่ยึดโยงกับ “สายสัมพันธ์ส่วนตัว ครอบครัว และเครือข่ายธุรกิจ” เป็นศูนย์กลาง

ในสหรัฐ “นโยบายต่างประเทศได้กลายเป็นเครื่องมือในการ ‘ส่งผ่านเงินและสถานะ’ ให้แก่ทรัมป์และกลุ่มคนใกล้ชิดที่สุดของเขา” นักวิชาการทั้งสองอธิบายในบทความแสดงความคิดเห็นล่าสุดที่ตีพิมพ์ใน The New York Times พร้อมระบุว่า “แทนที่จะเลือกแข่งขันกับคู่แข่ง ทรัมป์กลับยอมสมยอมร่วมมือกับพวกเขา เพื่อผลักดันผลประโยชน์เฉพาะ ‘กลุ่มราชสำนัก’ ของตนเอง”

เหตุผลที่แนวคิด “ราชานิยมยุคใหม่” ถูกพูดถึงอย่างมาก เพราะสะท้อน “ลักษณะการใช้อำนาจ” ของประธานาธิบดีทรัมป์ได้ชัดเจน ได้แก่ การตัดสินใจแบบรวมศูนย์ที่มีผู้นำเป็นศูนย์กลาง (Authoritarian Style) นโยบายที่กลับไปกลับมา ขาดความต่อเนื่องและคาดเดาได้ยาก ท่าทีไม่ให้ความสำคัญหรือดูแคลนกติกานานาชาติและสถาบันที่สหรัฐเคยยึดถือมาอย่างยาวนาน รวมถึงบุคลิกส่วนตัวที่แสดงความชื่นชมต่อราชวงศ์อังกฤษ ซึ่งยิ่งตอกย้ำภาพ “ผู้นำแบบราชานิยม”

ไม่เพียงเท่านั้น ทฤษฎีนี้มองว่า ระบบการเมือง–เศรษฐกิจภายใต้ทรัมป์ มีลักษณะคล้ายกับการใช้อำนาจรัฐเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มคนใกล้ชิด และกำหนดนโยบายเพื่อผลประโยชน์ของเครือข่าย มากกว่าประโยชน์สาธารณะ ซึ่งเป็นรูปแบบเดียวกับที่ผู้นำอำนาจนิยมอย่างเฟอร์ดินานด์ มาร์กอสแห่งฟิลิปปินส์ และวลาดีมีร์ ปูตินแห่งรัสเซียเคยใช้มาแล้ว ตามมุมมองของนักรัฐศาสตร์ทั้งสองท่าน

การเมืองแบบ ‘สายสัมพันธ์’ บั่นทอนความเชื่อมั่น

ศาสตราจารย์ฟิลิเป คัมปันเต (Filipe Campante) ด้านเศรษฐกิจการเมืองจากมหาวิทยาลัยจอห์นส์ ฮอปกินส์ ให้ความเห็นว่า แนวทางเช่นนี้ของทรัมป์ ส่งผลเสียต่อระบบเศรษฐกิจ เนื่องจากการกำหนดนโยบาย ไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยการแข่งขันในตลาดหรือประสิทธิภาพเชิงเศรษฐกิจอีกต่อไป หากแต่ขึ้นอยู่กับ “สายสัมพันธ์” เป็นหลัก

ผลที่ตามมาคือ ผู้ได้รับประโยชน์จากนโยบายรัฐ ไม่จำเป็นต้องเป็นผู้ที่มีโครงการหรือแนวคิดที่ดีที่สุดเสมอไป ซึ่งบั่นทอนผลิตภาพ การเติบโต และความมั่งคั่งของประเทศในระยะยาว

ข้อสรุปนี้สอดคล้องกับงานวิจัยที่ได้รับรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ประจำปี 2024 ซึ่งชี้ให้เห็นว่า การรวมศูนย์อำนาจ ทรัพยากร และโอกาสไว้ในมือของชนชั้นนำทางการเมืองกลุ่มเล็ก ๆ เป็นปัจจัยสำคัญที่จำกัดการพัฒนา และความรุ่งเรืองโดยรวมของสังคม

นอกจากนี้ การใช้นโยบายเพื่อผลประโยชน์ส่วนตน ยังสร้างความไม่แน่นอนเชิงโครงสร้างต่อระบบเศรษฐกิจ เนื่องจากกฎเกณฑ์และเงื่อนไขทางธุรกิจ “สามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา” ตามอารมณ์หรือความต้องการของผู้นำ ส่งผลให้นักลงทุนขาดความเชื่อมั่นและชะลอการตัดสินใจ

ตัวอย่างรูปธรรมของ ‘การเมืองแบบราชสำนัก’

รูปแบบการทำงานตามแนวคิด “ราชานิยมยุคใหม่” สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนผ่านนโยบายและการตัดสินใจหลายกรณี ยกตัวอย่างเช่น

1. TikTok ไม่ถูกแบน เพราะช่วยชนะเลือกตั้ง?

ก่อนหน้านี้ กฎหมายแบนซึ่งออกจากความกังวลด้านความมั่นคงแห่งชาติ และได้รับการสนับสนุนล้นหลามจาก “ทั้งพรรครีพับลิกันและเดโมแครต” บังคับให้ TikTok ต้องถอนการถือครองของจีนออกไป มิฉะนั้นจะถูกแบนถาวร

อย่างไรก็ตาม ปธน.ทรัมป์ได้เลื่อนแบนหลายครั้ง โดยเคยกล่าวในการแถลงข่าวเมื่อเดือนกันยายน 2025 ว่า “ผมชอบ TikTok มันช่วยให้ผมชนะการเลือกตั้ง” (“I like TikTok. It helped get me elected.”)

ในที่สุด ดีลใหม่ก็ได้รับไฟเขียวจากรัฐบาล เปิดทางให้ TikTok สามารถดำเนินกิจการในสหรัฐต่อไปได้

ที่น่าจับตาคือ “โครงสร้างนักลงทุนในกิจการใหม่” นี้ พบว่าล้วนมีความเชื่อมโยงกับเครือข่ายของประธานาธิบดี ไม่ว่าจะเป็น

Oracle บริษัทซอฟต์แวร์ยักษ์ใหญ่ที่ร่วมก่อตั้งโดยแลร์รี เอลลิสัน ผู้สนับสนุนทรัมป์อย่างใกล้ชิด

MGX บริษัทลงทุนจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งเคยทำข้อตกลงทางธุรกิจกับบริษัทคริปโทเคอร์เรนซีของครอบครัวทรัมป์

Silver Lake ซึ่งมีความร่วมมือกับบริษัทไพรเวตอิควิตีที่ก่อตั้งโดยจาเร็ด คุชเนอร์ ลูกเขยของประธานาธิบดี

รูปแบบเดียวกันนี้ ยังปรากฏในข้อตกลงอื่น ๆ ที่รัฐบาลทรัมป์อนุญาตหรือผลักดัน ไม่ว่าจะเป็นการเปิดทางให้ Nvidia สามารถจำหน่ายชิปให้กับสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และซาอุดีอาระเบีย รวมถึงการขยายหลักประกันด้านความมั่นคงทางทหารให้แก่กาตาร์ โดยก่อนหน้านั้นราชวงศ์กาตาร์มอบเครื่องบินโบอิง 747-8 มูลค่าราว 13,000 ล้านบาทให้ทรัมป์เป็น "ของขวัญพิเศษ"

ภาพรวมของเหตุการณ์เหล่านี้ สะท้อนให้เห็นแนวโน้มของการกำหนดนโยบาย ที่อาจไม่ได้ยึดโยงกับหลักการหรือยุทธศาสตร์ระยะยาวของรัฐเพียงอย่างเดียว หากยังมีความเกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิดกับเครือข่ายส่วนตัวและผลประโยชน์ของกลุ่มคนใกล้ชิดผู้นำ ซึ่งเป็นลักษณะที่นักวิชาการบางส่วนใช้อธิบายว่า สอดคล้องกับกรอบแนวคิด “นีโอโรยัลลิซึม”

2. ใช้กำแพงภาษี เป็นเครื่องมือส่วนตัว และ ‘พร่ำเพรื่อ’

ทรัมป์ยอมรับที่เวที World Economic Forum เมืองดาวอส สวิตเซอร์แลนด์ว่า เขาปรับขึ้นภาษีนำเข้าจาก “สวิตเซอร์แลนด์” เป็น 39% จากเดิม 30% เพราะอดีตประธานาธิบดีคาริน เคลเลอร์-ซุตเตอร์ “ทำให้เขารู้สึกไม่พอใจเป็นการส่วนตัว” หรือการตั้งกำแพงภาษีสูงถึง 50% ต่อ “บราซิล” แม้ว่าประเทศนี้ขาดดุลสหรัฐก็ตาม ไม่ใช่ด้วยเหตุผลการค้า แต่เพื่อตอบโต้ที่รัฐบาลบราซิลไม่ยอมหยุดดำเนินคดีกับอดีตประธานาธิบดีฌาอีร์ โบลโซนารู พันธมิตรทางการเมืองของเขา

ที่ผ่านมา สหรัฐเคยเป็นประเทศที่ผลักดันระบบการค้าโลกบนฐานของกติกา ไม่ใช่อำเภอใจ การใช้ภาษีในลักษณะนี้ จึงทำให้บทบาทดังกล่าวถูกตั้งคำถามจากทั้งพันธมิตรและคู่ค้า

เมื่อการตั้งภาษี ดูเหมือนถูกผูกกับความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำต่อผู้นำมากกว่า ทำให้ประเทศคู่ค้าไม่สามารถคาดการณ์นโยบายได้จากกติกาหรือหลักการ แต่ต้องประเมินจาก “อารมณ์และความสัมพันธ์ส่วนตัว” ซึ่งสวนทางกับหลักความแน่นอนของนโยบายการค้าที่สหรัฐพยายามสร้างมาอย่างยาวนาน

3. วิจารณ์รัฐบาล เสี่ยงถูกยกเลิกสัญญา?

เมื่ออีลอน มัสก์เริ่มออกมาวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลถึงการก่อหนี้มหาศาลจากร่างกฎหมาย One Big Beautiful Bill Act ทรัมป์ได้ขู่ว่าจะยกเลิกสัญญาและเงินอุดหนุนจากรัฐทั้งหมดที่เกี่ยวกับอาณาจักรธุรกิจของมัสก์

“วิธีที่ง่ายที่สุดในการประหยัดงบประมาณของเรา ซึ่งมีมูลค่าหลายพันล้านและหลายพันล้านดอลลาร์ คือ การยุติเงินอุดหนุนและสัญญาภาครัฐทั้งหมดที่มอบให้กับอีลอน” ทรัมป์เขียนบนแพลตฟอร์ม Truth Social

โดยปกติ ความเห็นวิพากษ์จากภาคเอกชน ไม่ควรถูกเชื่อมโยงกับการลงโทษทางนโยบายรัฐ แต่การที่ทรัมป์ขู่ว่าจะยกเลิกสัญญาและเงินอุดหนุน เพราะคำวิจารณ์ของมัสก์ ทำให้เส้นแบ่งระหว่าง “นโยบายสาธารณะ” กับ “ความไม่พอใจส่วนตัว” เลือนรางลงอย่างผิดธรรมเนียม

ไม่เพียงเท่านั้น สัญญาและเงินอุดหนุนของรัฐบาล ควรพิจารณาตามกฎหมาย ประสิทธิภาพ และประโยชน์สาธารณะ ไม่ใช่ความสัมพันธ์หรือความภักดีทางการเมือง การขู่ยกเลิกสัญญาแบบเฉพาะเจาะจงต่อบุคคล จึงขัดกับ “หลักรัฐเป็นกลาง” ที่สหรัฐยึดถือมา

ทั้งหมดนี้ไม่ได้สะท้อนเพียง “กรณีตัวอย่าง” ของนโยบายที่แตกต่างจากแนวทางเดิม หากยังชี้ให้เห็นถึง การเปลี่ยนแปลงเชิงรูปแบบของอำนาจ ในการเมืองสหรัฐยุคปธน.ทรัมป์ ที่เส้นแบ่งระหว่างนโยบายสาธารณะ ผลประโยชน์ทางการเมือง และความสัมพันธ์ส่วนตัว ดูเหมือนจะ “เลือนรางลง” มากกว่าที่เคยเป็นมา

คำถามสำคัญจึงอาจไม่ใช่เพียงว่า แนวทางเช่นนี้ถูกหรือผิด หากแต่คือ “สหรัฐกำลังค่อย ๆ บ่อนเซาะทุนความเชื่อมั่นที่ตนเองสั่งสมมานานหลายทศวรรษหรือไม่” ความเชื่อมั่นในระบบสถาบัน กติกา และความคาดเดาได้ของนโยบาย ซึ่งเคยเป็นรากฐานสำคัญของบทบาทผู้นำโลก 

หากการเมืองแบบตัวบุคคล ค่อย ๆ กลายเป็น “บรรทัดฐานใหม่” ผลกระทบต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ การเมือง และความไว้วางใจในระเบียบโลกที่สหรัฐเป็นแกนกลาง อาจลึกและยืดเยื้อกว่าที่เห็นในระยะสั้น

อ้างอิง: reutersnytimesnytimes(2)theguardianspace