วันศุกร์ ที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569

Login
Login

เบสเซนต์ยอมรับ ‘คิดผิด’ เคยชี้ภาษีศุลกากรก่อเงินเฟ้อ

เบสเซนต์ยอมรับ ‘คิดผิด’ เคยชี้ภาษีศุลกากรก่อเงินเฟ้อ

ขุนคลังเบสเซนต์ยอมรับว่า ‘เคยคิดผิด’ ที่เคยบอกว่า ภาษีศุลกากรเป็นตัวเร่งเงินเฟ้อ พร้อมย้ำว่าเงินเฟ้อจากภาษี เหมือน ‘สุนัขที่ไม่เห่า’ คำกล่าวนี้จุดชนวนการถกเถียงร้อนแรงในสภาคองเกรส โดยเสียงโต้แย้งในสภาชี้ว่า ภาษีทรัมป์กำลังซึมผ่านต้นทุนสินค้าและที่อยู่อาศัย

สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่า สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐเผยว่า เขา “คิดผิด” ก่อนหน้านี้ จากกรณีที่เขาเคยแจ้งต่อบรรดาพันธมิตรในเดือนมกราคม 2024 ก่อนที่ปธน.ทรัมป์จะชนะการเลือกตั้งสมัยที่สองว่า “มาตรการภาษีศุลกากรเป็นปัจจัยก่อเงินเฟ้อ”

ระหว่างการไต่สวนอย่างเผ็ดร้อนหลายช่วง ต่อหน้าคณะกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎร เบสเซนต์ถูกซักถามอย่างหนักเกี่ยวกับเอกสารดังกล่าว และระบุว่า เขาต้องการ “แก้ไขข้อมูลให้ถูกต้อง”

“หากผมเข้าใจผิด ผมก็อยากแก้ไขให้ถูกต้อง และผมก็เข้าใจผิดเช่นกันตอนที่บอกว่า ภาษีศุลกากรอาจก่อให้เกิดเงินเฟ้อ” เบสเซนต์กล่าวต่อบรรดาสมาชิกสภานิติบัญญัติ

เบสเซนต์ระบุอีกว่า เศรษฐกิจสหรัฐ ยังคงเติบโตและอัตราเงินเฟ้อกำลังชะลอลง แม้รัฐบาลทรัมป์จะประกาศใช้มาตรการภาษีศุลกากรจำนวนมาก นับตั้งแต่กลับเข้ารับตำแหน่งเมื่อเดือนมกราคม 2025 ก็ตาม

“ดังนั้น เงินเฟ้อจากภาษีจึงเป็นเหมือน ‘สุนัขที่ไม่เห่า’ ” เบสเซนต์กล่าวกับฝ่ายนิติบัญญัติ

อย่างไรก็ดี ข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐ ในเดือนที่ผ่านมา แสดงให้เห็นว่า ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) เดือนธันวาคมปรับเพิ่มขึ้นมากกว่าที่คาดการณ์ไว้ บ่งชี้ว่าแรงกดดันเงินเฟ้ออาจกลับมาสูงขึ้นในช่วงไม่กี่เดือนข้างหน้า 

ขณะที่ ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) กล่าวเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า การผลักภาระต้นทุนจากภาษีไปยังราคาสินค้าโดยภาคธุรกิจ ยังเป็นปัจจัยที่ทำให้เงินเฟ้อทรงตัวอยู่ในระดับสูง

เบสเซนต์ยังระบุว่า ข้อมูลจาก ธนาคารกลางสหรัฐ สาขาซานฟรานซิสโก แสดงให้เห็นว่า ภาษีศุลกากรไม่ได้เป็นตัวก่อเงินเฟ้อ ซึ่งทำให้ส.ส.วอเทอร์สแห่งเดโมแครตโต้กลับว่า ราคาสินค้าอย่างกาแฟและกล้วยปรับตัวสูงขึ้น หลังทรัมป์ประกาศเก็บภาษีกับประเทศผู้ปลูกพืชเหล่านี้ ภาษีเหล็ก ไม้แปรรูป และเครื่องใช้ไฟฟ้า ยังทำให้ต้นทุนของผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์เพิ่มสูงขึ้น และซ้ำเติมปัญหาเงินเฟ้อด้านที่อยู่อาศัยอีกด้วย

นอกจากนี้ ฝ่ายเดโมแครตยังพยายามซักถามเบสเซนต์ต่อว่า เขาสนับสนุนความเป็นอิสระของธนาคารกลางสหรัฐหรือไม่ หรือเชื่อว่าทรัมป์สามารถปลดประธานเฟดหรือกรรมการคนอื่น ๆ ได้จากความเห็นต่างด้านนโยบายหรือไม่

เบสเซนต์ ตอบว่า เขาไม่มีความเห็นเกี่ยวกับอำนาจในการปลด แต่เห็นว่า ธนาคารกลางเป็นหน่วยงานอิสระ 

อย่างไรก็ตาม เขาบอกต่อคณะกรรมาธิการว่า ภายในรัฐบาล มี “ความเห็นที่แตกต่างกัน” เกี่ยวกับหลักกฎหมายที่เรียกว่า “Unitary executive” ซึ่งมองว่าประธานาธิบดีควรมีอำนาจฝ่ายบริหารอย่างกว้างขวางมาก

เบสเซนต์กล่าวว่า “เขาไม่ใช่นักกฎหมาย” และประเด็นดังกล่าวจำเป็นต้องให้ศาลสูงสุดสหรัฐเป็นผู้วินิจฉัย 

ทั้งนี้ คาดว่าศาลจะมีคำตัดสินภายในสิ้นเดือนมิถุนายน

อ้างอิง: reuters