TTC AgriS ผู้ผลิตน้ำตาลรายใหญ่ที่สุดของเวียดนาม ประกาศความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับ Farmacist ผู้ให้บริการด้านพืชไร่อิสระรายใหญ่จากออสเตรเลีย เพื่อผลักดันการทำเกษตรแม่นยำและความยั่งยืนผ่านเทคโนโลยีขั้นสูงทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
การลงนามในครั้งนี้ดำเนินการผ่าน Global Mind Australia ซึ่งเป็นหน่วยงานด้านการลงทุนและพันธมิตรระหว่างประเทศของ AgriS โดยมีเป้าหมายเพื่อนำกระบวนการและวิธีการทางเกษตรไฮเทคมาใช้ในเชิงพาณิชย์ในวงกว้าง แหล่งข่าวระบุว่าความร่วมมือนี้รวมถึงส่วนของการควบรวมและซื้อกิจการ (M&A) แม้จะไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดทางการเงินก็ตาม โดยทั้งสองบริษัทจะบูรณาการข้อมูลและแพลตฟอร์มที่ปรึกษาของ Farmacist เข้ากับ AgriOS (ระบบปฏิบัติการดิจิทัลของ AgriS) เพื่อพัฒนารูปแบบการบริการที่ครอบคลุม ทั้งการให้คำปรึกษา ปัจจัยการผลิต และเครื่องจักรกลเกษตร ผ่านโมเดลทันสมัยอย่าง Software-as-a-Service, Farming-as-a-Service และ Data-as-a-Service
AgriS ระบุในแถลงการณ์ว่า แนวทางนี้คือการเปลี่ยนจากการแก้ปัญหาแบบแยกส่วนไปสู่ระบบนิเวศโซลูชันที่บูรณาการเข้าด้วยกัน เพื่อสร้างผลลัพธ์ที่วัดผลได้ทั้งในด้านผลิตภาพและความยั่งยืน โดยภายใต้ข้อตกลงนี้ Farmacist จะทำหน้าที่เป็น Center of Excellence หรือศูนย์ความเป็นเลิศ ให้กับระบบนิเวศของ AgriS เพื่อนำทีมผู้เชี่ยวชาญกว่า 40 คน มาเป็นแกนหลักในการวิจัยและพัฒนา (R&D) รวมถึงการขยายแนวปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีที่สุดไปยังพื้นที่ต่างๆ
ปัจจุบัน AgriS มีฟาร์มสาธิตเกษตรไฮเทค (Sandboxes) ทั้งในเวียดนาม ออสเตรเลีย และกัมพูชา รวมพื้นที่กว่า 3,200 เฮกตาร์ และมีแผนจะขยายเพิ่มเป็น 11 แห่งภายในปี 2030 โดยจะเพิ่มในประเทศลาวและอินโดนีเซีย ทั้งนี้ AgriS บริหารจัดการระบบนิเวศห่วงโซ่คุณค่าหมุนเวียนครอบคลุมพื้นที่ปลูกอ้อยเกือบ 91,000 เฮกตาร์ และสวนมะพร้าว 30,000 เฮกตาร์ โดยผลประกอบการปีล่าสุด (สิ้นสุด 30 มิ.ย. 2025) บริษัทมีรายได้ 28.5 ล้านล้านดอง และมีกำไรสุทธิหลังหักภาษีเพิ่มขึ้น 4% อยู่ที่ 834.5 พันล้านดอง
ความร่วมมือครั้งล่าสุดนี้ถือเป็นการต่อยอดจากการทำงานร่วมกันที่เริ่มมาตั้งแต่ปี 2022 และสะท้อนถึงการรุกหนักในตลาดออสเตรเลีย หลังจากก่อนหน้านี้ AgriS ได้ลงทุน 1.5 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลียในบริษัท East Forged เพื่อขยายพอร์ตโฟลิโอ Foodtech รวมถึงมีความร่วมมือกับพันธมิตรรายอื่นอย่าง Mort & Co และ Agrovision ในด้านเทคโนโลยีโดรนและการเกษตรด้วย
ท้ายที่สุด การนำเทคโนโลยีมาใช้ในภาคการเกษตรก็เป็นความต้องการของรัฐบาลและผู้ประกอบการไทยเช่นเดียวกันเพราะปัจจุบัน ภาคการเกษตรเป็นภาคส่วนที่ใช้ทรัพยากรณ์ทั้งเงินและคนมากเป็นอันดับต้นๆ โดยมีแรงงานกว่าหนึ่งในสามของประเทศ เมื่อเทียบกับหลายอุตสาหกรรมแต่ผลลัพธ์ต่อตัวเลขเศรษฐกิจในภาพรวมยังต่ำไม่ถึง 10% ของผลผลิตทางเศรษฐกิจ (GDP) ดังนั้นความเคลื่อนไหวนี้ของเวียดนามจึงถือเป็นความก้าวหน้าที่รัฐบาลไทยต้องจับตาและพัฒนาภาคการเกษตรของไทยให้ทัน
อ้างอิง The Business Times





