บลูมเบิร์กรายงาน ตระกูลมหาเศรษฐีไทยกำลังพิจารณาขายธุรกิจ 'กลุ่ม ไทยซัมมิท' มูลค่าสูงถึง 6 หมื่นล้านบาท จากแรงกดดันยุคโลกเปลี่ยนผ่านสู่รถยนต์ไฟฟ้า และปัญหาการสืบทอดกิจการ แต่ล่าสุดบริษัทออกแถลงการณ์ปฏิเสธแล้ว
(มีอัปเดตเพิ่มเติม) สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานวันนี้ (5 ก.พ.2569) โดยอ้างแหล่งข่าวที่เกี่ยวข้องว่า "กลุ่มบริษัทไทยซัมมิท" ซึ่งเป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์รายใหญ่ที่สุดในประเทศไทย กำลังพิจารณาการ "ขายกิจการ" ท่ามกลางแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นจากการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมโลกไปสู่ยานยนต์ไฟฟ้า ความไม่แน่นอนทางการเมือง และช่องว่างในการสืบทอดกิจการของครอบครัว
แหล่งข่าวซึ่งไม่เปิดเผยนามเนื่องจากข้อมูลดังกล่าวเป็นเรื่องส่วนตัว ระบุว่า ธนาคารเพื่อการลงทุนระดับโลกหลายแห่งได้กลับมาเสนอแผนต่อครอบครัว "จึงรุ่งเรืองกิจ" ซึ่งเป็นเจ้าของกิจการอีกครั้งเมื่อเร็วๆ นี้ สำหรับการขายธุรกิจที่อาจมีมูลค่าระหว่าง 1.5 - 2 พันล้านดอลลาร์ (ราว 47,000 - 63,000 ล้านบาท)
อย่างไรก็ดี กลุ่มบริษัทไทยซัมมิทยังไม่ได้แต่งตั้งที่ปรึกษาทางการเงิน และการหารือในระยะเริ่มต้นอาจจะไม่ได้พัฒนาไปสู่การดำเนินการตามมา
แหล่งข่าวกล่าวว่า ในภาพรวมบรรดาบริษัทผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ดั้งเดิมต่างก็เผชิญแรงกดดันจากการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีอยู่แล้ว และปัญหา "การถ่ายโอนกิจการสู่รุ่นถัดไป" ก็กลายเป็นประเด็นที่พบได้บ่อยมากขึ้นในบรรดาธุรกิจครอบครัวในเอเชีย
ธนาคารต่างๆ ยังได้เสนอรายชื่อบริษัทต่างๆ ที่มีแนวโน้มความเป็นไปได้ว่าอาจจะเป็น "ผู้ซื้อ" ในอนาคต ได้แก่ CVC Capital Partners, Warburg Pincus และ Blackstone Inc. แต่ทั้งหมดนี้ยังไม่มีการติดต่ออย่างเป็นทางการ
ทางด้านกลุ่มไทยซัมมิทไม่ได้ตอบกลับอีเมลหลายฉบับที่ทางบลูมเบิร์กส่งไปขอความเห็นในเรื่องนี้แต่อย่างใด
สมาชิกของครอบครัวผู้ก่อตั้ง ซึ่งสร้างบริษัทขึ้นมาเป็นเสาหลักของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ประสบความยากลำบากในการหาผู้สืบทอดตำแหน่งผู้บริหาร หลังจากผู้ก่อตั้ง นายพัฒนา จึงรุ่งเรืองกิจ เสียชีวิตในปี 2545 แหล่งข่าวระบุว่า ธนาคารต่างๆ มองว่าโอกาสในดีลนี้มีความน่าสนใจ เนื่องจากหาได้ยากที่จะมีบริษัทขนาดใหญ่เช่นนี้ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เข้ามาในตลาด
แหล่งข่าวรายหนึ่งกล่าวว่า ธนาคารจากวอลล์สตรีทรายหนึ่งเคยประเมินมูลค่าการขายไว้สูงถึง 2.8 พันล้านดอลลาร์ (เกือบ 8.9 หมื่นล้านบาท) ในปี 2567 แต่การเจรจาไม่คืบหน้าไปมากกว่าขั้นตอนการนำเสนอแผน เนื่องจากผลประโยชน์ของสมาชิกครอบครัวไม่สอดคล้องกัน แต่ปัจจุบันการแข่งขันจากรถยนต์ไฟฟ้า (อีวี) กำลังกดดันอัตรากำไร และคาดว่าจะฉุดมูลค่าการประเมินให้ลดลง
แหล่งข่าวคนดังกล่าวยังเปิดเผยว่า บริษัทมีกำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย มากกว่า 250 ล้านดอลลาร์ (ราว 8 พันล้านบาท) จากรายได้ต่อปีที่เกิน 2.6 พันล้านดอลลาร์ (ราว 8.2 หมื่นล้านบาท) และมีพนักงานมากกว่า 20,000 คนทั่วประเทศ นอกจากนี้บริษัทยังมีโรงงานในหลายประเทศ รวมถึงจีน ญี่ปุ่น และอินเดีย
ทั้งนี้ ยอดขายรถยนต์ในประเทศไทยเพิ่มขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบ 2 ปี เมื่อปี 2568 โดยมีรถยนต์ไฟฟ้าเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก ซึ่งคิดเป็น 45% ของยอดส่งมอบทั้งหมด ขณะที่การผลิตยานยนต์คาดว่าจะอยู่ที่ 1.5 ล้านคันในปี 2569 ใกล้เคียงกับปีก่อนหน้า ตามข้อมูลของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยที่เผยแพร่เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว
บลูมเบิร์กระบุว่า การนำเสนอดีลดังกล่าวยังเกิดขึ้นในช่วงที่ประเทศไทยกำลังมุ่งหน้าสู่การเลือกตั้งในวันที่ 8 ก.พ.69 ซึ่งยิ่งเพิ่มความซับซ้อนให้กับกระบวนการนี้ โดยสมาชิกของครอบครัวจึงรุ่งเรืองกิจ บางรายมีความเชื่อมโยงกับพรรคก้าวไกล ซึ่งถูกยุบพรรคในปี 2024 หลังจากผลักดันการแก้ไขกฎหมายอาญามาตรา 112 ซึ่งมีโทษจำคุกสูงสุดถึง 15 ปี
บริษัทแถลงปฏิเสธแล้ว
ล่าสุดในวันเดียวกันนี้ (5 ก.พ.) บริษัท ไทยซัมมิท โอโดพาร์ท อินดัสตรี จำกัด ได้ออกแถลงการณ์ชี้แจงปฏิเสธข่าวการขายกิจการ โดยมีเนื้อหาดังนี้
"สืบเนื่องจากที่มีกระแสข่าวว่า ผู้ถือหุ้นกลุ่มบริษัทไทยซัมมิทจะมีการขายธุรกิจ ทางบริษัทขอชี้แจงว่า กระแสข่าวดังกล่าวไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด ในส่วนที่บริษัทมีการว่าจ้างที่ปรึกษาระดับสากล ถือเป็นปกติ ของการดำเนินงานที่มีการจ้างที่ปรึกษาเป็นครั้งคราวในงานหลายๆ ด้านอยู่แล้ว ทั้งในส่วนที่เป็นที่ปรึกษา ทางด้านการเงินและที่ปรึกษาด้านอื่นนอกเหนือจากการเงิน
บริษัทจึงขอชี้แจงมาเพื่อให้คู่ค้า หุ้นส่วน สถาบันการเงิน มีความมั่นใจได้ว่ากิจการของบริษัทยังคง ดำเนินงานอย่างเป็นปกติ มีกิจการที่มั่นคง และมีความภูมิใจที่เป็นบริษัทคนไทยที่มีเทคโนโลยีชั้นนำ สามารถ ยืนหยัดบนเวทีโลกได้ท่ามกลางกระแสความเปลี่ยนแปลงในโลกยานยนต์
ทั้งนี้ บริษัทขอยืนยันว่าสมาชิกในครอบครัวของกลุ่มผู้ถือหุ้นที่ทำงานการเมือง ไม่ได้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจในการบริหารงานของบริษัทแต่อย่างใด และบริษัทไม่ประสงค์ให้มีการนำเรื่องการประกอบธุรกิจมา เป็นเครื่องมือทางการเมืองเพื่อทำลายความน่าเชื่อถือของบุคคลหรือพรรคการเมืองใด"
ที่มา: Bloomberg, ไทยซัมมิท
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์





