ตลอดสามปีที่ผ่านมา นับตั้งแต่โลกมีเทคโนโลยีที่เรียกว่า “ปัญญาประดิษฐ์” หรือ AI ตัวสำคัญที่ชื่อว่า ChatGPT ได้ก้าวเข้าสู่โลกกระแสหลัก มีการเทขายหุ้น AI หลายครั้ง แต่ไม่เท่ากับการเทขายหุ้นเมื่อวันที่ 3 ก.พ.69 ที่ผ่านมาในตลาดสหรัฐ โดยเฉพาะในกลุ่ม "หุ้นเทค" ฉุดมูลค่าหุ้นหายวับถึงราว 2.85 แสนล้านดอลลาร์ หรือกว่า 9 ล้านล้านบาทในกลุ่มซอฟต์แวร์ บริการทางการเงิน และการบริหารสินทรัพย์
ภายในเวลาเพียง 2 วัน มูลค่าของสินทรัพย์ทั้งหุ้น พันธบัตร และเงินกู้ของบริษัทต่างๆ ในซิลิคอนแวลลีย์ ทั้งขนาดใหญ่ และสตาร์ตอัป ได้หายไปหลายแสนล้านดอลลาร์ โดยเฉพาะ "กลุ่มซอฟต์แวร์" ซึ่งถือเป็นศูนย์กลางของวิกฤติในรอบนี้
หากดูภาพรวมจากกองทุน ETF ของ iShares ที่รวบรวมหุ้นกลุ่มซอฟต์แวร์ พบว่ามูลค่าตลาดหายไปรวมกันเกือบ 1 ล้านล้านดอลลาร์ ประมาณ 35 ล้านล้านบาทภายในระยะเวลาเพียงสัปดาห์เดียวเท่านั้น
ไม่ใช่แค่ ‘ฟองสบู่แตก’ แต่คือ การ ‘ถูกแทนที่’
สิ่งที่ทำให้การร่วงลงครั้งนี้แตกต่างจากครั้งก่อนๆ คือ "ต้นเหตุ" ของความกลัว ที่ผ่านมานักลงทุนมักกังวลเรื่องราคาหุ้นแพงเกินจริงหรือ "ฟองสบู่ AI"
ปแต่สำหรับครั้งนี้ ความกังวลถูกเปลี่ยนเป็นการมองว่า AI กำลังจะเข้ามาแทนที่รูปแบบธุรกิจเดิมของบริษัทจำนวนมาก ซึ่งก่อนหน้านี้บรรดานักวิเคราะห์ก็ออกมาคาดการณ์ถึงสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นว่า ปริษัทเหล่านั้นกำลังตกอยู่ในความเสี่ยง
สิ่งที่น่าเหลือเชื่อคือ วิกฤติมูลค่าล้านล้านดอลลาร์ในครั้งนี้ไม่ได้เริ่มจากการล้มละลายของธนาคารหรือสงครามโลก แต่เริ่มจาก "ประกาศสั้นๆ เพียง 4 ย่อหน้า"
Anthropic PBC สตาร์ตอัป AI ยักษ์ใหญ่คู่แข่งสำคัญของ OpenAI ได้เปิดตัวเครื่องมือใหม่ "เครื่องมือ AI ด้านกฎหมายตัวใหม่" เข้าไปในระบบผู้ช่วย Cowork เครื่องมือนี้ถูกออกแบบมาเพื่อช่วยทำงานอัตโนมัติตั้งแต่ "การตรวจทานสัญญา การจัดทำเอกสารทางกฎหมาย ไปจนถึงการวิจัย และสรุปข้อมูลเชิงกฎหมาย"
Anthropic มีความแตกต่างจากผู้เล่นรายอื่นตรงที่บริษัทพัฒนาโมเดล AI ของตัวเอง และสามารถปรับแต่งโมเดลให้เหมาะกับความต้องการเฉพาะของแต่ละอุตสาหกรรมได้
สถานะดังกล่าวทำให้ Anthropic ถูกมองว่ามีศักยภาพในการ "ดิสรัปต์" โดยไม่ใช่แค่ให้บริการข้อมูล และข่าวกฎหมายแบบดั้งเดิม แต่ยังรวมถึงสตาร์ตอัป AI ด้านกฎหมายด้วยกันเอง ซึ่งหลายรายยังต้องพึ่งพาโมเดลพื้นฐานจากผู้พัฒนา AI รายใหญ่
ความเปลี่ยนแปลงกำลังเกิดขึ้น
ไมเคิล โอ'รูร์ค นักวิเคราะห์จาก Jonestrading ให้ความเห็นว่าการดิ่งลงของตลาดในครั้งนี้ "ไม่ใช่การตอบสนองที่เกินกว่าเหตุ" แต่เป็นปฏิกิริยาที่สมเหตุสมผลต่อความเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้น
"เราพูดถึงเรื่อง AI จะเปลี่ยนโลกมานานกว่าสองปีแล้ว และนี่คือเทคโนโลยีที่จะเปลี่ยนโฉมหน้ายุคสมัยอย่างแท้จริง แต่ความแตกต่างคือ ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา เราไม่ได้แค่คาดการณ์อีกต่อไป แต่มันเกิดขึ้นจริงแล้ว” ไมเคิล โอ'รูร์ค กล่าว
แจ็กสัน เอเดอร์ นักวิเคราะห์จาก KeyBanc เขียนว่า “ในขณะที่วันนี้เป็นเทคโนโลยีด้านกฎหมาย พรุ่งนี้อาจเป็นด้านการขาย การตลาด หรือการเงิน”
สิ่งที่น่าสนใจคือ แม้แต่บริษัทที่คาดว่าจะเห็นการทำกำไรจาก AI ก็ยังคงลงทุนไม่หยุดยั้ง อย่าง Alphabet บริษัทแม่ของ Google ก็ประกาศว่าการใช้จ่ายด้าน AI จะสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ หรือ Arm Holdings ยักษ์ใหญ่ผู้ออกแบบชิปออกมาประเมินรายได้ในอนาคต "ต่ำกว่า" ที่ตลาดคาดการณ์ไว้ ส่งผลให้ราคาหุ้นของทั้งสองบริษัทลดลงในการซื้อขายหลังปิดตลาด
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์





