วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม 2569

Login
Login

รู้จัก 'AI กฎหมาย' ของค่าย Anthropic เรื่องใหญ่เขย่าตลาดหุ้นสหรัฐ 9 ล้านล้าน

รู้จัก 'AI กฎหมาย' ของค่าย Anthropic เรื่องใหญ่เขย่าตลาดหุ้นสหรัฐ 9 ล้านล้าน

เครื่องมือ AI ด้านกฎหมายของ 'Anthropic' จุดคำถามใหญ่ต่ออนาคตซอฟต์แวร์ เมื่อความสามารถใหม่ของ AI เริ่มบ่อนทำลายความได้เปรียบเดิม นักลงทุนเร่งเทขายหุ้นเทค ฉุดมูลค่าตลาดสหรัฐหายกว่า 9 ล้านล้านบาทในคืนเดียว

เมื่อคืนวันอังคารที่ 3 ก.พ. ในฝั่งสหรัฐ ตลาดหุ้นเกิดการเทขายอย่างรุนแรงโดยเฉพาะในกลุ่ม "หุ้นเทค" ฉุดมูลค่าหุ้นหายวับถึงราว 2.85 แสนล้านดอลลาร์ (กว่า 9 ล้านล้านบาท) ในกลุ่มซอฟต์แวร์ บริการทางการเงิน และการบริหารสินทรัพย์ ขณะที่นักลงทุนยังเร่งเทขายหุ้นที่มีความเกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) แม้จะแค่เล็กน้อยด้วย

ตะกร้าหุ้นซอฟต์แวร์สหรัฐของ Goldman Sachs ร่วงลง 6% ซึ่งเป็นการปรับลดลงในวันเดียวที่รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่การเทขายจากมาตรการภาษีในเดือนเม.ย. 2025 ขณะที่ดัชนีหุ้นกลุ่มบริการทางการเงินดิ่งลงเกือบ 7% ดัชนี Nasdaq 100 ลดลงสูงสุดถึง 2.4% ก่อนจะลดช่วงลบลงมาเหลือ 1.6%

แรงกระเพื่อมเขย่าตลาดหุ้นอเมริกาครั้งนี้เริ่มขึ้นตั้งแต่ก่อนเปิดตลาด เมื่อสตาร์ตอัปเทคดาวรุ่งอย่าง Anthropic เปิดตัว "เครื่องมือ AI ด้านกฎหมายตัวใหม่" เข้าไปในระบบผู้ช่วย Cowork เครื่องมือนี้ถูกออกแบบมาเพื่อช่วยทำงานอัตโนมัติตั้งแต่ "การตรวจทานสัญญา การจัดทำเอกสารทางกฎหมาย ไปจนถึงการวิจัยและสรุปข้อมูลเชิงกฎหมาย"

ทำไมถึงทำให้เกิดแรงเทขายในตลาดหุ้น

นักลงทุนมองว่า การเปิดตัวเครื่องมือดังกล่าวเป็นสัญญาณว่าความก้าวหน้าของ AI กำลังเริ่มบ่อนทำลาย “ป้อมปราการการแข่งขันทางธุรกิจ” ที่บริษัทซอฟต์แวร์ต่างๆ สร้างขึ้นมานาน โดยเฉพาะ "ธุรกิจที่อาศัยรายได้จากการขายสิทธิการใช้งานซอฟต์แวร์ ฐานข้อมูล และบริการข้อมูลเฉพาะทาง"

แม้ว่าความกังวลนี้อาจไม่ใช่เรื่องใหม่ในตลาด นับตั้งแต่โมเดล Generative AI เริ่มถูกนำเข้าสู่การใช้งานเชิงพาณิชย์ นักลงทุนตั้งคำถามมาตลอดว่า AI จะเข้ามาแย่งบทบาทของซอฟต์แวร์องค์กรหรือไม่ แต่ความเคลื่อนไหวล่าสุดของ Anthropic ครั้งนี้ ยิ่งเร่งให้คำถามนั้นกลับมาอยู่แถวหน้าของตลาดอีกครั้ง

จุดต่างของ Anthropic กับสตาร์ตอัปรายอื่น

Anthropic เป็นหนึ่งในกลุ่มสตาร์ตอัป AI จำนวนมากที่กำลังพัฒนาเครื่องมือสำหรับอุตสาหกรรมกฎหมาย ก่อนหน้านี้ก็มีสตาร์ตอัปอย่าง Legora และ Harvey AI ได้หลั่งไหลเครื่องมือจำนวนมา โดยอ้างว่าสามารถช่วยลดภาระงานซ้ำซากของทนายความได้ นักลงทุนได้อัดฉีดเงินเข้าสู่ผลิตภัณฑ์ AI วงการกฎหมายมาแล้วมากกว่า 2 ปี ส่งผลให้ Harvey AI มีมูลค่ากิจการ 5 พันล้านดอลลาร์ในเดือนมิ.ย. และ Legora สามารถระดมทุนได้ 1.8 พันล้านดอลลาร์ในเดือนต.ค. ที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม Anthropic มีความแตกต่างจากผู้เล่นรายอื่นตรงที่บริษัทพัฒนาโมเดล AI ของตัวเอง และสามารถปรับแต่งโมเดลให้เหมาะกับความต้องการเฉพาะของแต่ละอุตสาหกรรมได้

สถานะดังกล่าวทำให้ Anthropic ถูกมองว่ามีศักยภาพในการ "ดิสรัปต์" โดยไม่ใช่แค่ให้บริการข้อมูลและข่าวกฎหมายแบบดั้งเดิม แต่ยังรวมถึงสตาร์ตอัป AI ด้านกฎหมายด้วยกันเอง ซึ่งหลายรายยังต้องพึ่งพาโมเดลพื้นฐานจากผู้พัฒนา AI รายใหญ่

ในเว็บไซต์บริษัทของ Anthropic ระบุว่า เครื่องมือกฎหมายดังกล่าวสามารถช่วยทำงานอัตโนมัติ เช่น การตรวจสัญญาและการจัดทำเอกสารทางกฎหมาย แต่ย้ำด้วยว่าผลลัพธ์ทั้งหมดควรได้รับการตรวจสอบโดยทนายความที่มีใบอนุญาต

“Anthropic เปิดตัวความสามารถใหม่ของ Cowork สำหรับภาคกฎหมาย ซึ่งเพิ่มระดับการแข่งขัน” ทีมนักวิเคราะห์ของมอร์แกน สแตนลีย์ นำโดยโทนี แคปแลน เขียนไว้ในบทวิเคราะห์

“เรามองว่านี่เป็นสัญญาณของการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น จึงอาจส่งผลเชิงลบได้”

หุ้นบริษัทไหนถูกเทขายบ้าง

หุ้นของ Thomson Reuters, LegalZoom.com และ London Stock Exchange ซึ่งล้วนให้บริการเครื่องมือหรือฐานข้อมูลด้านกฎหมายและการวิจัย ร่วงลงมากกว่า 12% ทั้งหมด และเป็นหนึ่งในกลุ่มที่ปรับตัวลงหนักที่สุดในสหรัฐและแคนาดา กดดันให้กองทุน iShares Expanded Tech-Software Sector ETF ลดลง 4.6% ซึ่งเป็นการปรับตัวลงต่อเนื่องเป็นวันที่ 6 ติดต่อกัน 

แรงเทขายยังลามไปยังตลาดซอฟต์แวร์ในวงกว้าง โดย PayPal, Expedia Group, EPAM Systems, Equifax และ Intuit เป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด หุ้นทั้งหมดร่วงลงมากกว่า 10% ดัชนี S&P สองชุดที่ติดตามหุ้นซอฟต์แวร์ หุ้นข้อมูลทางการเงิน และหุ้นตลาดหลักทรัพย์ สูญเสียมูลค่ารวมกันเกือบ 3 แสนล้านดอลลาร์

“ถ้าความก้าวหน้าดำเนินไปเร็วอย่างที่เราได้ยินจาก OpenAI และ Anthropic นี่จะกลายเป็นปัญหา นักลงทุนเริ่มไล่ขายบริษัทใดก็ตามที่อาจถูกดิสรัปต์ ซึ่งก็คือซอฟต์แวร์แอปพลิเคชันแทบทุกประเภท” อาร์ต โฮแกน หัวหน้านักกลยุทธ์ตลาดของ B. Riley Wealth Management กล่าว

อุตสาหกรรมซอฟต์แวร์เสี่ยง

ตลอดหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา คนในซิลิคอนแวลลีย์และวิศวกรซอฟต์แวร์ต่างกล่าวชื่นชมความสามารถของโมเดล AI ของ Anthropic อย่าง Claude โดยเฉพาะความสามารถในการควบคุมเดสก์ท็อปและดำเนินโครงการเขียนโค้ดได้ค่อนข้างอัตโนมัติ

แม้โมเดลและเครื่องมือ AI อื่นๆ จะมีความสามารถใกล้เคียงกัน แต่ขณะนี้ผู้ใช้นับล้านคนกำลังค้นพบและนำเครื่องมือเหล่านี้มาใช้ในการเขียนซอฟต์แวร์ วิเคราะห์ข้อมูล และทำงานอื่นๆ บริษัทซอฟต์แวร์จึงออกมาปกป้องโมเดลธุรกิจของตน โดยชี้ว่าการเขียนโค้ดมักเป็นส่วนที่ง่ายที่สุดของการสร้างแพลตฟอร์มที่ต้องอาศัยความเชื่อถือ รวมถึงข้อมูลและสารสนเทศเฉพาะของแต่ละองค์กร แต่ถึงอย่างนั้น ความวิตกของนักลงทุนยังคงอยู่

แม้ก่อนการปรับฐานในวันอังคาร กลุ่มซอฟต์แวร์และบริการก็เป็นกลุ่มย่อยที่ทำผลงานแย่ที่สุดของปีนี้ในดัชนี S&P Dow Jones Indices อยู่แล้ว

หลายบริษัทที่เข้าไปลงทุนในหุ้นและตราสารหนี้ของบริษัทซอฟต์แวร์อย่างหนักในช่วงหลายปีมานี้ ก็ได้รับผลกระทบจากแรงเทขายเช่นกัน หุ้นของ Ares Management, KKR และ Blue Owl Capital ร่วงลงมากกว่า 9% ขณะที่ Apollo Global Management และ Blackstone ลดลงมากกว่า 4.5%

บริษัทจัดการกองทุนไพรเวตอิควิตีได้เข้าซื้อกิจการซอฟต์แวร์จำนวนมากตลอดทศวรรษที่ผ่านมา โดยมักกู้เงินจากกองทุน private debt เพื่อใช้ทำดีลซื้อกิจการ ส่งผลให้ซอฟต์แวร์กลายเป็นสัดส่วนสำคัญในพอร์ตการลงทุนของบริษัทเหล่านี้

ซอฟต์แวร์เคยถูกมองว่าจะ “กลืนกินโลก” ตามคำทำนายของ มาร์ก แอนเดรสเซน นักลงทุนสายเทคโนโลยี และจนถึงช่วงหลัง การเติบโตของอุตสาหกรรมนี้ก็สร้างผลตอบแทนที่ดี แต่ขณะนี้ เมื่ออุตสาหกรรมเผชิญแรงกดดันจาก AI การถือครองบริษัทซอฟต์แวร์บางส่วนจึงเริ่มถูกจับตามองมากขึ้น

“ผมไม่ได้มองว่านี่เป็นปัญหาของไพรเวท อีควิตี้ หรือสภาพคล่อง” จอน เกรย์ ประธานและซีโอโอของ Blackstone กล่าวในงาน WSJ Invest Live เมื่อวันอังคาร “แต่มันคือการเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้นในระบบเศรษฐกิจ คุณอาจเป็นบริษัทซอฟต์แวร์เจ้าตลาดที่เป็น system of record และอาจเริ่มเผชิญความเสี่ยงจากผู้เล่น AI ที่เข้ามาดิสรัปต์”

ปัจจุบัน ซอฟต์แวร์คิดเป็นสัดส่วนราว 20% ของการลงทุนใน BDCs ซึ่งเป็นกองทุนไพรเวท เครดิต ประเภทหนึ่งที่มุ่งเข้าไปพัฒนาธุรกิจและกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว เมื่อเทียบกับสัดส่วนประมาณ 10% ในปี 2016 ตามข้อมูลวิจัยของบาร์เคลย์ส

“ปีนี้คือปีชี้ชะตาว่าบริษัทใดจะเป็นผู้ชนะหรือผู้แพ้จาก AI และทักษะที่สำคัญที่สุดคือ การไม่ตกอยู่ในกลุ่มผู้แพ้” สตีเฟน ยิว ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุนของ Blue Whale Growth Fund กล่าว

“จนกว่าภาพจะชัดเจนขึ้น การยืนขวางกระแส AI ถือเป็นเส้นทางที่อันตราย”


ที่มา: Bloomberg, WSJ