วันพฤหัสบดี ที่ 26 มีนาคม 2569

Login
Login

บริษัทญี่ปุ่น ‘เหนื่อยกว่าเดิม’ หลังทุนจีน ‘บุกเวียดนาม’

บริษัทญี่ปุ่น ‘เหนื่อยกว่าเดิม’ หลังทุนจีน ‘บุกเวียดนาม’

ผู้ผลิตญี่ปุ่นเริ่ม ‘ตั้งการ์ดสูงขึ้น’ ทั้งในตลาด แรงงาน และซัพพลายเชน เหตุผลสำรวจของ JETRO สะท้อนว่า บริษัทจีนไม่เพียงเข้ามาแย่งส่วนแบ่งธุรกิจ แต่ยังกลายเป็นคู่แข่งหลักในการดึงคน และทรัพยากร

เว็บไซต์นิกเคอิ เอเชียรายงานอ้าง “มุมมองผู้ผลิตจากญี่ปุ่น” ที่ระบุว่า การแข่งขันในเวียดนามกำลังทวีความรุนแรงขึ้น หลังนักลงทุนจีนตั้งแต่ผู้ผลิตรถยนต์ไปจนถึงบริษัทเครื่องดื่มแห่หลั่งไหลเข้าสู่ประเทศ แนวโน้มนี้ยังสะท้อนให้เห็นในหลายประเทศทั่วอาเซียนด้วย

ในเวียดนาม ธุรกิจอุตสาหกรรมญี่ปุ่น 30.8% ระบุว่า คู่แข่งหลักของตนคือ “บริษัทจากจีน” ตามผลสำรวจปี 2025 ขององค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น (JETRO) ซึ่งเป็นหน่วยงานกึ่งภาครัฐ โดยตัวเลขดังกล่าวเพิ่มขึ้นจาก 24.6% ในปี 2024 และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอีก

ในการสำรวจประจำปีล่าสุด JETRO ได้สอบถามบริษัทญี่ปุ่น 906 แห่งในเวียดนาม จากทั้งหมด 3,172 แห่งทั่วอาเซียน ในช่วงเดือนสิงหาคม และกันยายน

ผลสำรวจของ JETRO ยังชี้ให้เห็นถึงการแข่งขันแย่งชิงแรงงานในเวียดนามที่รุนแรงขึ้น ขณะเดียวกัน มีอุปสรรคสำคัญอื่นๆ ได้แก่ ความล่าช้าในการดำเนินเอกสาร การพึ่งพาซัพพลายเออร์ท้องถิ่น และมาตรการภาษีของสหรัฐที่กดดันให้ภาคธุรกิจต้องมองหาลูกค้าในตลาดอื่น

ส่วนขั้นตอนที่ซับซ้อนอย่าง “การขอใบอนุญาต” เป็นปัญหาหลักที่ผู้ตอบแบบสอบถาม 67.5% ระบุ ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของอาเซียนที่ 42.4% อย่างมีนัยสำคัญ 

JETRO ระบุว่า บริษัทญี่ปุ่นในเวียดนาม 35% ส่งออกสินค้าไปยังสหรัฐ โดยมีบริษัทในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ และอุตสาหกรรมการขนส่งเป็นกำลังหลัก เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยทั้งอาเซียนที่ 28.9% สะท้อนบทบาทของเวียดนามในฐานะ “ฐานการผลิตสำคัญ” ของภูมิภาค

หลังการเก็บภาษีศุลกากรถูกนำมาใช้เมื่อปีที่แล้ว ผู้ตอบแบบสอบถาม 30.3% ระบุว่า ได้หันไปหาลูกค้าเพิ่มขึ้นภายในเวียดนาม ขณะที่ 20.9% มองหาลูกค้าเพิ่มเติมในประเทศที่สาม

สำนักงานสถิติของเวียดนาม ระบุว่า แหล่งเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) อันดับหนึ่งของเวียดนามในปี 2025 คือ “สิงคโปร์” ตามด้วยจีน และญี่ปุ่น ตามลำดับ โดยบริษัทจีนอย่าง Jinko Solar, เชนฟาสต์ฟู้ด Mixue และ BYD ซึ่งเป็นผู้ผลิตทั้งรถยนต์ และอุปกรณ์ของ Apple ได้ขยายการดำเนินงานในเวียดนามอย่างต่อเนื่องในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

เมื่อจำนวนผู้ประกอบการในพื้นที่เพิ่มขึ้น ผู้ตอบแบบสอบถามของ JETRO 48.2% ระบุว่า “การสรรหาบุคลากรทำได้ยากขึ้น” โดยชี้ว่า บริษัทจีนเป็นคู่แข่งหลัก ขณะที่ทั่วทั้งอาเซียน ผู้ตอบแบบสอบถาม 36.8% เห็นว่าการจ้างงานยากขึ้นเช่นกัน

การศึกษาของ JETRO ชี้ว่า การย้ายฐานการผลิตจากจีน และประเทศอื่นๆ มายังเวียดนาม ยังคงดำเนินต่อไป โดยบริษัทญี่ปุ่นจำนวนมากคาดว่าการส่งออกจะเติบโต และ 56.9% ระบุว่ามีแผนขยายธุรกิจในเวียดนาม ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยทั้งอาเซียนที่ 46.8% โดยอุตสาหกรรมที่มีแนวโน้มขยายตัวมากที่สุด ได้แก่ อาหาร ค้าปลีก เคมีภัณฑ์ และอิเล็กทรอนิกส์

“เวียดนามยังคงเป็นประเทศผู้นำในภูมิภาคอาเซียนเป็นปีที่สองติดต่อกัน ในแง่ของการที่ภาคธุรกิจตอบว่าต้องการขยายการลงทุนเพิ่มเติม” โอกาเบะ มิตสึโตชิ หัวหน้าผู้แทน JETRO ประจำเมืองโฮจิมินห์ กล่าว

JETRO ระบุว่า อัตราการจัดซื้อวัตถุดิบ และชิ้นส่วนภายในประเทศของบริษัทญี่ปุ่นอยู่ที่ 38.1% ในเวียดนาม เทียบกับ 42.9% ในระดับอาเซียน 

ขณะที่งานวิจัยเชิงวิชาการเมื่อปีที่แล้วชี้ว่า การถ่ายทอดเทคโนโลยีจากบริษัทต่างชาติไปยังห่วงโซ่อุปทานของเวียดนาม ยังมีอยู่อย่างจำกัดมาก
 

 

อ้างอิง: nikkei

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์