วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม 2569

Login
Login

ยอดขาย BYD ทรุดต่อเนื่อง ร่วง 30% เป็นเดือนที่ 5

ยอดขาย BYD ทรุดต่อเนื่อง ร่วง 30% เป็นเดือนที่ 5

แม้ก้าวขึ้นเป็นผู้ขายอีวีรายใหญ่ที่สุดของโลก แต่ ‘BYD’ กำลังเจอแรงกดดันรอบด้าน เมื่อยอดขาย และการผลิตในจีน ยังหดตัวต่อเนื่อง ขณะที่การขยายตลาดต่างประเทศ กลายเป็นความหวังพยุงการเติบโต

สำนักข่าวรอยเตอร์ส รายงานว่า ยอดขายรถ BYD ใน เดือนมกราคม ยังคง “ลดลง 30.1%” เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน นับเป็นการปรับตัว “ลดลงติดต่อกันเป็นเดือนที่ 5” สะท้อนว่า ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าจีนรายนี้กำลังเผชิญกับความไม่แน่นอน และการแข่งขันที่ดุเดือดในประเทศ

รายงานที่ยื่นต่อตลาดหลักทรัพย์เมื่อวันอาทิตย์ ระบุว่า BYD มียอดขายรถยนต์ทั่วโลก 210,051 คันในเดือนที่ผ่านมา 

ขณะที่ ยอดส่งออกรถยนต์พลังงานใหม่ (NEV) ในเดือนมกราคม อยู่ที่ 100,482 คัน
ด้วยการผลิตของบริษัทลดลง 29.1% ทำให้การผลิตอยู่ในทิศทางขาลงต่อเนื่องมาตั้งแต่เดือนกรกฎาคม ของปีที่แล้ว

ขณะเดียวกัน BYD ได้เปิดตัว รถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดรุ่นใหม่หลายรุ่นที่มีการปรับปรุงให้วิ่งได้ไกลขึ้นต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง เพื่อดึงดูดลูกค้าที่มองหารถไฮบริดราคาจับต้องได้

อย่างไรก็ตาม ยอดขายรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนมากกว่าครึ่งหนึ่งของยอดขายรถยนต์ทั้งหมดของ BYD ลดลง 28.5% ในเดือนมกราคม ต่อเนื่องจากแนวโน้มขาลง หลังจากที่ยอดขายลดลง 7.9% ตลอดปี 2025

BYD ระบุเมื่อเดือนมกราคม ว่า บริษัทตั้งเป้ายอดส่งออกรถยนต์ไปต่างประเทศไว้ที่ “1.3 ล้านคัน” ในปีนี้ สะท้อนการเพิ่มขึ้นราว 24% จากปี 2025 แต่ “ต่ำกว่าเป้าหมายก่อนหน้านี้” ที่เคยตั้งไว้สูงสุดถึง 1.6 ล้านคัน ซึ่งผู้บริหารของบริษัทได้แจ้งกับ Citi ในการประชุมเมื่อเดือนพฤศจิกายน โดยบริษัทไม่ได้ชี้แจงเหตุผลของการปรับลดเป้าหมายดังกล่าว

ด้านโรงงานผลิตรถยนต์ไฟฟ้าแห่งใหม่ของ BYD ในประเทศฮังการี คาดว่า จะเริ่มเดินสายการผลิตได้ภายในปีนี้ ซึ่งจะช่วยเสริมกำลังการผลิตที่บริษัทมีอยู่แล้วในบราซิล และไทย นอกจากนี้ บริษัทยังมีแผนตั้งโรงงานประกอบรถยนต์ในอินโดนีเซีย และตุรกีด้วย

ในต่างประเทศ ยอดขายที่พุ่งขึ้นถึง 150.7% เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้ BYD แซงหน้า Tesla ขึ้นเป็นผู้จำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้ารายใหญ่ที่สุดของโลกเมื่อปีที่แล้ว โดยช่วย “ชดเชย” แรงกดดันที่เพิ่มขึ้นในตลาดภายในประเทศ โดยเฉพาะการแข่งขันจาก Geely และ Leapmotor ในกลุ่มรถยนต์ราคาประหยัด

อย่างไรก็ดี BYD ทำยอดขายรถยนต์ทั่วโลกได้เพียงเฉียดเป้าหมายที่ปรับลดลงมาอยู่ที่ 4.6 ล้านคัน ในปีที่ผ่านมา และบริษัทยังไม่ได้ประกาศเป้าหมายยอดขายสำหรับปี 2026

สำหรับตลาดรถยนต์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีแนวโน้มเผชิญภาวะชะงักงันในปีนี้ หลังรัฐบาลจีนทยอยลดเงินอุดหนุนโครงการแลกรถรุ่นราคาต่ำ ซึ่งจะกลายเป็นแรงกดดันต่อ BYD และผู้ผลิตรายอื่นที่มุ่งทำตลาดรถยนต์ราคาประหยัด
 

 

 

อ้างอิง: reuters

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์