วันพุธ ที่ 4 มีนาคม 2569

Login
Login

พอล ครุกแมน เตือนโลกตีตัวออกห่างเศรษฐกิจสหรัฐ คนอเมริกันจะจนลง

พอล ครุกแมน เตือนโลกตีตัวออกห่างเศรษฐกิจสหรัฐ คนอเมริกันจะจนลง

Paul Krugman นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล ชี้โลกไม่พอใจการคุกคามของประธานาธิบดีทรัมป์ เริ่มถอยห่างจากสหรัฐ อียู-อินเดีย บรรลุข้อตกการค้าเสรี เตือนคนอเมริกันจะจนลง

เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2569 ที่ผ่านมา อินเดีย และสหภาพยุโรปได้สรุปการเจรจาเกี่ยวกับข้อตกลงการค้าเสรีฉบับใหม่ที่ถือว่าเป็นความก้าวหน้าครั้งสำคัญ อัวร์ซูลา ฟอน แดร์ ไลเอิน ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป ซึ่งเป็นฝ่ายบริหารของสหภาพยุโรป กล่าวว่านี่คือ “ข้อตกลงที่ยิ่งใหญ่ที่สุด (the mother of all deals) ”  ครุกแมน นักเศรษฐศาสตร์ผู้มีชื่อเสียงระดับโลกแสดงความเห็นว่า "แม้ว่าคำบรรยายนี้จะดูเกินจริงอยู่บ้าง แต่ข้อตกลงนี้ก็ถือว่าเป็นประวัติศาสตร์ และมีความสำคัญเกินกว่าประเด็นทางเศรษฐกิจ เพราะมันแสดงให้เห็นว่าโลกกำลังถอยห่างจากสหรัฐอเมริกาที่มีพฤติกรรมไม่แน่นอน และเป็นผู้กระทำการรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ หรือกล่าวอีกอย่างหนึ่งคือ ประเทศต่างๆ กำลังขยับออกจากอเมริกาอย่างเป็นขั้นเป็นตอนเพื่อหย่าร้างกันทางเศรษฐกิจ"

  • เหตุใดประเทศอื่นจึงเลือกเดินห่างจากอเมริกา

ครุกแมนเขียนลงใน substack.com ว่า ต่างจากโดนัลด์ ทรัมป์ ที่มองการค้าโลกว่าเป็นเกมที่มีแต่ผู้แพ้กับผู้ชนะ ฝ่ายยุโรป และอินเดีย เข้าใจดีว่าข้อตกลงการค้าเสรีระหว่างกันเป็นประโยชน์ต่อทั้งสองฝ่าย เพราะต่างก็เป็นเศรษฐกิจขนาดใหญ่ แม้ว่าฝ่ายบริหารของทรัมป์จะชอบดูถูกประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจของยุโรป เศรษฐกิจของสหภาพยุโรปก็มีขนาดใกล้เคียงกับอเมริกา ส่วนอินเดียซึ่งเมื่อไม่กี่สิบปีก่อนยังเป็นประเทศที่มีประชากรจำนวนมากแต่เศรษฐกิจเล็ก ก็ได้เติบโตทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาลจนกลายเป็นผู้เล่นหลักในเวทีเศรษฐกิจโลก

พอล ครุกแมน เตือนโลกตีตัวออกห่างเศรษฐกิจสหรัฐ คนอเมริกันจะจนลง

และเศรษฐกิจของทั้งสองฝ่ายนี้ยังเสริมกันอีกด้วย ยุโรปจะได้ประโยชน์จากการที่ภาษีสินค้าส่งออกไปอินเดียลดลงอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ไปจนถึงน้ำมันมะกอก ส่วนอินเดียก็จะสามารถนำสินค้าแรงงานเข้มข้นของตัวเองเข้าสู่ตลาดยุโรปได้มากขึ้น

พอล ครุกแมน เตือนโลกตีตัวออกห่างเศรษฐกิจสหรัฐ คนอเมริกันจะจนลง

  • ข้อตกลงการค้าเป็นรูปธรรม ไม่ใช่แค่คำมั่นลอยๆ

ครุกแมน มองว่า นี่คือ ข้อตกลงการค้าที่แท้จริง ไม่ใช่แค่แถลงการณ์เจตจำนงที่คลุมเครือ เพราะมีการลดภาษีศุลกากรที่วัดผลและบังคับใช้ได้จริง มีการกำกับดูแลบริการ และอื่นๆ ซึ่งแตกต่างจาก “ข้อตกลง” ที่ทรัมป์อวดอ้างไว้ลิบลับ ในข้อตกลงเหล่านั้น ประเทศต่างๆ แค่ให้คำมั่นว่าจะลงทุนในอเมริกา ซึ่งผู้สังเกตการณ์ส่วนใหญ่ไม่เชื่อว่าจะเกิดขึ้นจริง แลกกับคำมั่นของทรัมป์ว่าจะไม่ขึ้นภาษีที่สร้างความเสียหาย ภาษีที่ผู้บริโภค ธุรกิจ และนักลงทุนอเมริกันต้องเป็นคนจ่าย และคัดค้านอย่างมาก

  • ข้อตกลงในจินตนาการกับข้อเท็จจริงที่ตรงไปตรงมา

ครุกแมนอธิบายข้อตกลงในจินตนาการของทรัมป์ว่า ทรัมป์อ้างว่าประเทศอื่นให้คำมั่นว่าจะลงทุนในสหรัฐถึง 18 ล้านล้านดอลลาร์ โดยเขาเพิ่งพูดประเด็นนี้อีกครั้งในการกล่าวสุนทรพจน์ที่ไอโอวาเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา แต่ไม่มีใครทราบว่าเขาเอาตัวเลขนี้มาจากไหน รายงานใหม่จากนักเศรษฐศาสตร์ของสถาบันวิจัย Peterson Institute for International Economics สรุปว่าคำมั่นที่ประกาศออกมานั้นรวมกันเพียง 5.7 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งน้อยกว่าหนึ่งในสามของที่ทรัมป์กล่าวอ้าง

เมื่อวิเคราะห์รายละเอียดพบว่า คำมั่นเหล่านี้มีแต่กลลวงเป็นส่วนใหญ่ ราว ๆ สองในสามของยอดทั้งหมดมาจากรัฐส่งออกน้ำมันในภูมิภาคอ่าวอาหรับ ซึ่งมักสนับสนุนทรัมป์อยู่แล้ว และนักเศรษฐศาสตร์ของ Peterson ก็ชี้ให้เห็นว่า เป็นเรื่องยากมากที่รัฐบาลเหล่านี้จะทำตามที่พูดได้จริง เพราะ “ประเทศเหล่านี้ไม่ใช่นักลงทุนรายใหญ่ในสหรัฐ และไม่ได้มีการค้าขายกับสหรัฐมากนัก”

สำหรับคำมั่นจากประเทศที่ไม่ใช่รัฐน้ำมันก็มีความคลุมเครือ ไม่มีโครงสร้างที่แน่นอนในการทำให้เกิดขึ้นจริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งคำมั่นของอียูที่ 600,000 ล้านดอลลาร์นั้นแทบจะเป็นเพียงแค่ควัน และเงา แตกต่างจากข้อตกลงระหว่างอียู-อินเดียที่เป็นสัญญาทางการค้าที่ครบถ้วนสมบูรณ์

  • ความหมายที่มากกว่าเศรษฐกิจ: การหย่าร้างจากสหรัฐ

ครุกแมน กล่าวว่า แต่เหนือกว่าผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ยังมีเรื่องที่สำคัญยิ่งกว่านั่นคือ ข้อตกลงระหว่างอียู-อินเดียถือเป็นก้าวสำคัญของเศรษฐกิจโลกในการ “หย่าร้าง” กับสหรัฐ แม้ว่าประโยชน์ทางเศรษฐกิจจะชัดเจนมานาน แต่การปิดดีลนี้ต้องฝ่าฟันผลประโยชน์เฉพาะกลุ่มของทั้งสองฝ่าย ปัจจัยที่เปลี่ยนสมการก็คือ ทั้งยุโรป และอินเดียต่างกำลังมองหาทางเบนเข็มออกจากการค้าขายกับอเมริกา

ยุโรปมีเหตุผลหลายประการที่จะรู้สึกไม่พอใจต่อรัฐบาลทรัมป์ ตั้งแต่ข้อกล่าวหาที่เป็นเท็จที่ว่ายุโรปได้เปรียบสหรัฐ ในทางเศรษฐกิจ ไปจนถึงวิธีการข่มขู่เพื่อปกป้องกลุ่มทุนเทคโนโลยีใหญ่แถบอเมริกา การแทรกแซงการเมืองภายในของยุโรปด้วยการหนุนฝั่งขวาจัด หรือแม้แต่คำขู่ที่จะยึดกรีนแลนด์

ในขณะที่อินเดียมีเหตุผลมากกว่านั้น เพราะรัฐบาลทรัมป์ได้ขึ้นภาษีสินค้าส่งออกของอินเดียในอัตราเฉลี่ยสูงถึง 34.5% พอๆ กับที่ใช้กับสินค้าจีน ถือเป็นการเคลื่อนไหวที่แปลกประหลาดทั้งในแง่เศรษฐกิจและการทูต เพราะรัฐบาลสหรัฐ ก่อนหน้านี้ต่างพยายามสร้างความสัมพันธ์กับอินเดียไว้เป็นตัวคานอำนาจกับจีนซึ่งเป็นคู่แข่งที่อันตราย แต่ทุกอย่างเปลี่ยนไปเมื่อผู้นำสหรัฐ ขาดสติ

  • บริษัทเอกชนต่างชาติเองก็ถอยห่าง

ครุกแมนยังชี้ว่า ไม่ใช่แค่รัฐบาลที่กำลังเบนเข็มออกจากสหรัฐ บริษัทเอกชนต่างชาติก็เริ่มถอยห่างเช่นกัน ดังปรากฏในข่าวพาดหัวข่าวสามข่าวจากรอยเตอร์ และบลูมเบิร์กคือ 1.โฟล์คสวาเกนหยุดแผนสร้างโรงงานออดี้ในสหรัฐ เนื่องจากภาษีศุลกากรของทรัมป์ส่งผลกระทบต่อกำไร 2.การลงทุนของบริษัทเยอรมนีในจีนพุ่งสูงสุดในรอบสี่ปี ได้รับแรงหนุนจากสงครามการค้าสหรัฐ และ 3.สหรัฐ สูญเสียผู้มีความสามารถด้านเทคโนโลยีชั้นนำให้กับอินเดีย เพราะกฎวีซ่า H-1Bใหม่ของทรัมป์ป่วนตลาด" 

  • การขู่ของสหรัฐ ไม่ได้ผลอีกต่อไป

ในขณะที่ครุกแมนเขียนบทความนี้ เขากล่าวว่า ทรัมป์ยังไม่ได้แสดงท่าทีต่อข้อตกลงอียู-อินเดีย บางทีอาจเพราะเจ้าหน้าที่ในรัฐบาลของเขายังวุ่นวายกับกรณีฆาตกรรมเพรตติอยู่ แต่ไม่ช้าคงได้เห็นเขาทวีตแสดงความโกรธเกรี้ยวเหมือนที่เคยกับข้อตกลงการค้าระหว่างแคนาดากับจีน โดยทั่วไปเราควรคาดหวังว่าทรัมป์จะขู่ขึ้นภาษีกับทุกประเทศที่พยายามลดการพึ่งพาสหรัฐ ที่นโยบายขับเคลื่อนด้วยทวีตโกรธๆ เหล่านี้

แต่การข่มขู่ทางเศรษฐกิจของสหรัฐ จะไม่ได้ผลอีกต่อไป เพราะทรัมป์ไม่ได้ถือไพ่เหนือกว่า การเข้าถึงตลาดสหรัฐ ไม่ได้สำคัญต่อประเทศอื่นอย่างที่เขาคิด

  • โลกไม่ได้ต้องการสหรัฐ เหมือนเดิมอีกต่อไป

ครุกแมนยกตัวเลขหนึ่งที่สำคัญคือ สัดส่วนการนำเข้าสินค้าของสหรัฐ จากประเทศอื่นเมื่อเทียบกับ GDP ของประเทศเหล่านั้น เฉลี่ยแล้วไม่ถึง 5% และเมื่อตัดแคนาดากับเม็กซิโกออกไปจะต่ำกว่านี้มาก

พอล ครุกแมน เตือนโลกตีตัวออกห่างเศรษฐกิจสหรัฐ คนอเมริกันจะจนลง

และอย่างที่กราฟแสดงให้เห็นเช่นกัน เมื่อคำนวณตัวเลขเดียวกันนี้สำหรับสหภาพยุโรป ค่าออกมาสูงเกือบเป็นสองเท่า โดยพื้นฐานแล้ว โลก “จำเป็นต้องเข้าถึง” ตลาดอียูมากกว่าที่จำเป็นต้องเข้าถึงตลาดสหรัฐ  

  • ยุคใหม่ของระบบการค้าโลก

"ระบบการค้าโลกแบบที่เราเคยรู้จัก ดำรงอยู่ได้สามชั่วรุ่นหลังสงครามโลกครั้งที่สอง มันเป็นระบบที่ยึดกติกาเป็นหลัก ซึ่งทุกประเทศมองว่าสหรัฐ เป็นหุ้นส่วนที่เชื่อถือได้ และไว้วางใจได้ แต่ตอนนี้ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างสหรัฐ กับประเทศอื่นๆ กลายเป็นลักษณะกดขี่เอาเปรียบ และโลกก็กำลังเคลื่อนไปสู่การ “หย่าขาด” ซึ่งจะทำให้ชาวอเมริกันยากจนลงอย่างเห็นได้ชัด"  ครุกแมนเตือน

 

 

 


พิสูจน์อักษร....สุรีย์   ศิลาวงษ์