background-default

วันอาทิตย์ ที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569

Login
Login

ตลาดหุ้นจ่อตกชั้น การเมืองแทรกแบงก์ชาติ เศรษฐกิจ ‘อินโดนีเซีย‘ เกิดอะไรขึ้น?

ตลาดหุ้นจ่อตกชั้น การเมืองแทรกแบงก์ชาติ เศรษฐกิจ ‘อินโดนีเซีย‘ เกิดอะไรขึ้น?

ความโปร่งใสในตลาดหุ้นถูกตั้งคำถาม การเมืองแทรกแซงแบงก์ชาติ และประเทศย่ำอยู่กับที่บน ‘ระเบิดเวลา’ การว่างงานของคนหนุ่มสาว เศรษฐกิจอินโดนีเซียกำลังเผชิญบททดสอบครั้งสำคัญที่ทุกฝ่ายต้องจับตามอง

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา “อินโดนีเซีย” ถูกฉายภาพในฐานะ "ดาวรุ่งพุ่งแรง" แห่งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยทรัพยากรธรรมชาติที่มหาศาลและจำนวนประชากรเกือบ 300 ล้านคน ทำให้รัฐบาลภายใต้การนำของประธานาธิบดี “ปราโบโว ซูเบียนโต” ตั้งเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ไว้ที่ 6% ในปี 2569 

 ปูร์บายา ยูดี ซาเดวา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ยืนยันว่าเป้าหมายดังกล่าวสามารถบรรลุได้ด้วยการประสานงานด้านนโยบายที่ดีขึ้นและการเรียกความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่แข็งแกร่งขึ้น  

ทว่าภายใต้ตัวเลขที่ดูสวยหรู กลับมีรอยร้าวที่กำลังขยายตัว ทั้งจากความไม่สงบทางสังคม ปัญหาความโปร่งใสในตลาดทุน และที่สำคัญที่สุดคือการตั้งคำถามถึง "ความเป็นอิสระ" ของสถาบันหลักทางการเงิน เมื่อโครงสร้างอำนาจเริ่มถูกผูกโยงกับสายเลือดการเมือง

เป้าหมาย 6% กับ ‘ระเบิดเวลา’ ในตลาดแรงงาน

แม้รัฐบาลอินโดนีเซียจะพยายามโชว์ความแข็งแกร่งของประเทศ แต่ในความเป็นจริง "ความเชื่อมั่น" ของประชาชนกำลังดิ่งลง ผลจากการเลิกจ้างงานที่พุ่งสูงขึ้น และปัญหาคนรุ่นใหม่ที่มีการศึกษาแต่กลับไม่มีงานทำ สิ่งเหล่านี้กำลังกัดกิน "การบริโภคในครัวเรือน" ซึ่งเป็นหัวใจหลักที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจอินโดนีเซียมาโดยตลอด

ในปี 2568  ตัวเลขเศรษฐกิจยังดูเหมือนจะไปได้สวยที่ระดับ 5.2% แต่นั่นเป็นผลมาจากการที่รัฐบาลอัดฉีดงบประมาณมหาศาลกว่า 46 ล้านล้านรูเปียห์ ผ่านโครงการให้เงินอุดหนุน สินเชื่อบ้านราคาถูก แต่เบื้องหลังตัวเลขที่สวยหรูคือ "รอยร้าว" ทางสังคมที่สะสมมาตั้งแต่ยุคโควิด-19 จนปะทุออกมาเป็นการประท้วงใหญ่เมื่อเดือนส.ค.ปีที่แล้วโดยกลุ่มคนรุ่นใหม่

ปัญหาที่น่ากังวลที่สุดคือ "คุณภาพของงาน" ข้อมูลชี้ว่า 80% ของงานที่เกิดขึ้นใหม่ตั้งแต่ปี 2562 เป็นเพียงงานนอกระบบที่ไม่มีสวัสดิการและความมั่นคง ทำให้คนหนุ่มสาวและผู้จบปริญญาตรีจำนวนมากต้องตกงานหรือทำงานไม่ตรงสาย จนกลายเป็นความสิ้นหวังที่นักวิชาการเตือนว่าเป็น "ระเบิดเวลา" ของประเทศ

เดนิ ฟริอาวัน นักวิจัยด้านเศรษฐศาสตร์จากศูนย์ศึกษาด้านยุทธศาสตร์และนานาชาติ มองว่า “อัตราการว่างงานในกลุ่มคนหนุ่มสาวเปรียบเสมือนระเบิดเวลา”

ข้อมูลจากกระทรวงแรงงานอินโดนีเซียสะท้อนภาพชัดเจนว่า ในช่วง 11 เดือนแรกของปี 68 มีคนถูกเลิกจ้างพุ่งสูงถึงเกือบ 80,000 คน จากปีก่อนที่ 68,000 คน  โดยเฉพาะ "ภาคการผลิต" ที่เป็น 1 ใน 5 เครื่องยนตร์เศรษฐกิจสำคัญกลับได้รับผลกระทบหนักสุด จากการที่ชนชั้นกลางมีกำลังซื้อลดลง

ภีมะ ยุธิสถิรา นักวิเคราะห์เศรษฐศาสตร์ ระบุว่า มาตรการกระตุ้นของรัฐบาลล้มเหลวในการสร้างงานประจำ และไม่ได้พุ่งเป้าไปที่การช่วยเหลือชนชั้นกลางอย่างแท้จริง สะท้อนได้จากความต้องการสินเชื่อที่ยังคงเงียบเหงา แม้รัฐจะอัดฉีดสภาพคล่องเข้าสู่ธนาคารมหาศาลถึง 200 ล้านล้านรูเปียห์ในช่วงปีที่ผ่านมาก็ตาม

 MSCI  ตั้งคำถาม  ‘ความโปร่งใส’ ตลาดหุ้น

หนึ่งในนโยบายสำคัญ คือการเรียกเม็ดเงินลงกทุนจากนักลงทุน แต่ “ความเชื่อมั่น”  ในตลาดหุ้นอินโดนีเซียที่มีมูลค่าสูงถึง 9.76 แสนล้านดอลลาร์ เผชิญกับบททดสอบเรื่อง “ความเชื่อมั่น”ครั้งสำคัญ เมื่อ MSCI ผู้จัดทำดัชนีหุ้นระดับโลก ประกาศระงับการตรวจสอบและปรับน้ำหนักดัชนีหุ้นอินโดนีเซีย เนื่องจากความกังวลเรื่อง “ความโปร่งใส” ในการถือครองหุ้นของบริษัทจดทะเบียนบางกลุ่ม ทำให้สัดส่วนหุ้นหมุนเวียนในตลาดต่ำเกินไป เสี่ยงต่อการถูกปั่นราคาหุ้นได้ง่าย

ในกรณีที่เลวร้ายที่สุด หากไม่แก้ไขภายในเดือนพ.ค.นี้ อินโดนีเซียอาจเป็นประเทศแรกในอาเซียนที่ถูกลดชั้นจาก "ตลาดเกิดใหม่"  ลงไปเป็น "ตลาดชายขอบ"  

หนึ่งวันหลังจาก  MSCI  ประกาศ “โกลด์แมน แซคส์” ก็ได้ออกมาได้ปรับลดอันดับหุ้นอินโดนีเซียสู่ระดับ "ลดน้ำหนักการลงทุน"   ทันที พร้อมประเมินความเสียหายว่าหากถูกลดชั้น  อาจทำให้มีเม็ดเงินไหลออกจากกองทุนต่างๆ รวมสูงถึงประมาณ 4.5 แสนล้านบาท  ซึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมา นักลงทุนต่างชาติเริ่มทิ้งหุ้นอินโดนีเซียแล้วกว่า 192 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นการขายสุทธิครั้งแรกในรอบ 4 เดือน

 ความเป็นอิสระ 'แบงก์ชาติ' ถูกท้าทาย

ประเด็นที่ถูกจับตามองมากที่สุดและส่งผลกระทบต่อ “ค่าเงินรูเปียห์” โดยตรง คือการก้าวเข้ามาของ “โทมัส จิวานโดโน “ ซึ่งเป็นหลานชายแท้ๆ ของสุเบียนโต ในตำแหน่งรองผู้ว่าการธนาคารกลางอินโดนีเซียเมื่อวันที่ 27 ม.ค.ที่ผ่านมาโดยสภาผู้แทนราษฎรของอินโดนีเซีย ซึ่งการแต่งตั้งครั้งนี้จะทำให้โทมัสอยู่ในตำแหน่งยาว 6 ปี ไปถึงปี 2574 

เรื่องนี้นำไปสู่การตั้งคำถามของนักลงทุนต่างชาติและตลาดว่าธนาคารกลางอินโดนีเซียจะยังสามารถรักษา "ความเป็นอิสระ" ในการกำหนดอัตราดอกเบี้ยได้หรือไม่  

ยานูอาร์ ริซกี นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสจากสถาบันวิจัยไบรท์อินสติทิวต์ชี้ให้เห็นว่า กระบวนการก้าวเข้าสู่อำนาจของโทมัสกำลังถูกตั้งคำถามอย่างหนักจากสังคม เนื่องจากดูเหมือนว่า อำนาจภายในธนาคารกลางอินโดนีเซียกำลังกลายเป็นเรื่องของ "การสืบทอดทางสายเลือด" มากกว่าความเหมาะสมทางวิชาชีพ

“สิ่งที่น่ากังวลกว่านั้นคือการแต่งตั้งในครั้งนี้อาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้น เพราะมีการคาดการณ์กันว่าเขาอาจจะไม่ได้หยุดอยู่แค่นี้ อาจจะถูกผลักดันให้ขึ้นดำรงตำแหน่งสูงสุดอย่างผู้ว่าการธนาคารกลางอินโดนีเซีย” ริซกีกล่าว

ทว่าความกังวลเรื่องความเป็นอิสระไม่ได้เพิ่งเริ่มต้นในเดือนนี้ หลังจากที่ปราโบโวเข้ารับตำแหน่งเมื่อปลายปี 2567 เกิดเหตุการณ์ที่อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังอย่าง “ศรี มุลยานี อินทราวาตี” ถูกปลดออกจากตำแหน่ง 

และเมื่อเดือนต.ค.ที่ผ่านมา สภาอินโดนีเซียได้แก้ไขกฎหมายการเงินฉบับสำคัญ โดยเพิ่มอำนาจให้ "รัฐสภา" สามารถประเมินผลงานเจ้าหน้าที่ระดับสูงในหน่วยงานการเงินได้ และที่สำคัญที่สุดคือ  ประธานาธิบดีมีอำนาจปลดเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางอินโดนีเซียออกจากตำแหน่งได้ หากพบว่าฝ่าฝืนกฎหมาย

ริซกี ชี้ว่านี่คือจุดเปลี่ยนที่น่ากลัว เพราะในอดีต ผู้ว่าการธนาคารกลางจะพ้นตำแหน่งได้เพียง 3 กรณีเท่านั้น คือ เสียชีวิต, ลาออก หรือทำความผิดอาญา แต่กฎหมายใหม่นี้ทำให้ตำแหน่งผู้ว่ากลายเป็น "เบี้ยทางเลือก" ที่อาจถูกเปลี่ยนตัวได้ทุกเมื่อตามความพ้องจองทางการเมือง

ริซกีเสริมว่า การที่รัฐบาลพยายามคุมธนาคารกลาง ก็เพื่อสั่งให้ใช้เครื่องมือที่เรียกว่า "การผ่อนคลายเชิงปริมาณ" หรือการให้ธนาคารกลางพิมพ์เงินออกมาซื้อพันธบัตรรัฐบาล เพื่อนำเงินมาใช้ชดเชยการขาดดุลงบประมาณที่รัฐบาลต้องการใช้จ่ายมหาศาล

ในปีที่แล้ว อินโดนีเซียขาดดุลบประมาณสูงถึง 2.92% ของจีดีพี ซึ่งเกือบจะทะลุเพดานที่กฎหมายกำหนดไว้ คือห้ามเกิน 3%  สาเหตุหลักมาจากค่าใช้จ่ายในโครงการของปราโบโว อย่างโครงการแจกอาหารกลางวันฟรีให้เด็กทั่วประเทศ โครงการเรียนฟรีขั้นพื้นฐาน

รวมทั้งปราโบโวเคยออกมาแสดงท่าทีไม่เห็นด้วยกับกฎเกณฑ์ที่ห้ามขาดดุลเกิน 3% โดยเขาพยายามผลักดันให้รัฐบาลสามารถกู้เงินหรือใช้จ่ายได้มากขึ้น  

อินสุคินโดร ศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยกาจาห์ มาดาบอกว่า ธนาคารกลางอินโดนีเซียมีความเป็นอิสระอย่างแท้จริงตั้งแต่ปี 2542 ถึง2547 เท่านั้น เมื่อกฎหมายธนาคารกลางฉบับแก้ไขระบุว่า รัฐบาลมีอำนาจในการกำหนดเป้าหมายนโยบายการเงิน ทำให้ธนาคารกลางมีหน้าที่ดูแลนโยบายทางการเงินเท่านั้น

 

 หากประธานาธิบดีปราโบโวไม่สามารถแก้ไขปัญหา "ระเบิดเวลา" ด้านการจ้างงาน  ไม่สร้างความโปร่งใสตลาดหุ้น และไม่สามารถพิสูจน์ความเป็นอิสระของ เป้าหมายการเติบโต 6% อาจเป็นเพียงตัวเลขบนกระดาษที่ถูกแลกมาด้วยความเปราะบางของประเทศในระยะยาว