CME Group ปรับขึ้นการวางหลักประกันมาร์จิ้น 'ทองคำ–เงิน' เป็น 8% และ 15% หลังราคาดิ่งลงรุนแรงที่สุดในรอบหลายทศวรรษ กดดันรายย่อยเงินน้อยต้องออกจากตลาด
บริษัท CME Group ผู้ให้บริการตลาดซื้อขายอนุพันธ์รายใหญ่ที่สุดของโลกออกแถลงการณ์เมื่อวันศุกร์ว่า บริษัทจะปรับขึ้น "มาร์จิ้น" การวางหลักประกันของสัญญาซื้อขาย "ทองคำ" เป็น 8% ของมูลค่าสัญญาอ้างอิง จากเดิมที่ 6% สำหรับบัญชีที่ไม่อยู่ในกลุ่มความเสี่ยงสูง ส่วนมาร์จิ้นบัญชีที่จัดอยู่ในกลุ่มความเสี่ยงสูงนั้น จะถูกปรับเพิ่มเป็น 8.8% จากเดิม 6.6%
ด้านมาร์จิ้นของสัญญาซื้อขาย "เงิน" (silver) จะเพิ่มเป็น 15% จากเดิม 11% สำหรับบัญชีที่ไม่อยู่ในกลุ่มความเสี่ยงสูง ส่วนบัญชีที่มีความเสี่ยงสูงจะถูกปรับเพิ่มเป็น 16.5% จากเดิม 12.1%
นอกจากนี้ มาร์จิ้นของสัญญาซื้อขายล่วงหน้า "แพลทินัมและ พัลลาเดียม" ก็จะถูกปรับเพิ่มขึ้นเช่นกัน
CME Group ซึ่งเป็นผู้ให้บริการตลาดซื้อขายล่วงหน้าชิคาโก (CME) รวมถึงตลาด Comex ระบุว่า การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจะมีผลตั้งแต่ปิดตลาดวันจันทร์ที่ 2 ก.พ. นี้ และเป็นผลจาก “การทบทวนความผันผวนของตลาดตามปกติ เพื่อให้มั่นใจว่ามีหลักประกันค้ำประกันเพียงพอ”
การปรับเพิ่มมาร์จิ้นครั้งนี้หมายความว่า "ผู้ที่ต้องการซื้อขายสัญญาซื้อขายล่วงหน้าทองคำ เงิน แพลทินัม และพัลลาเดียม จะต้องวางหลักประกันมากขึ้น เพื่อให้มั่นใจว่าสามารถปฏิบัติตามภาระผูกพันได้"
แม้โดยปกติแล้ว ตลาดซื้อขายล่วงหน้ามักปรับเพิ่มมาร์จิ้นเมื่อราคาสัญญาปรับขึ้นแรงหรือปรับลงแรง หรือมีความผันผวนสูงเป็นพิเศษ แต่การตัดสินใจเมื่อวันศุกร์ "อาจยิ่งผลักผู้เล่นรายย่อยบางส่วนออกจากตลาด" หากไม่มีเงินสดเพียงพอสำหรับการวางหลักประกันเพิ่มเติม
ทั้งนี้ เมื่อวันศุกร์ที่ 30 ม.ค. ราคาโลหะเงินร่วงลงหนักถึงเกือบ 30% ซึ่งนับเป็นวันที่แย่ที่สุดนับตั้งแต่ปี 1980 ขณะที่ราคาทองคำฟิวเจอร์สก็ร่วงลงถึง 11.4% หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เสนอชื่อ "เควิน วอร์ช" เป็นประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) คนต่อไป ส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์พุ่งสูงขึ้นและสินทรัพย์ปลอดภัยถูกเทขายหนัก
ก่อนหน้านี้ในสัปดาห์เดียวกัน CME ได้ปรับเพิ่มมาร์จิ้นของสัญญา "เงิน แพลทินัม และพัลลาเดียม" ไปแล้ว หลังจากราคาปรับตัวพุ่งขึ้นอย่างรุนแรง





