5 ผู้นำโลกแห่เยือน ‘จีน’ ในเดือนมกราคมเพียงเดือนเดียว กระชับสัมพันธ์ทั้งการค้าและการทูต บรรลุดีลสำคัญระดับหมื่นล้าน นักวิเคราะห์มองเป็นการปรับกลยุทธ์ใหม่ ในวันที่สหรัฐคาดเดายาก
ซีเอ็นบีซีรายงานว่า เริ่มต้นปี 2569 กรุงปักกิ่งกลายเป็นศูนย์กลางทางการทูตระดับโลก เมื่อผู้นำจากหลายประเทศตบเท้าเข้าเยือนจีนอย่างต่อเนื่อง เฉพาะเดือนมกราคมเพียงเดือนเดียวมีผู้นำระดับสูงเดินทางมาแล้วถึง 5 ประเทศ เดินทางเข้าพบประธานาธิบดี “สี จิ้นผิง” ท่ามกลางความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นระหว่างประเทศเหล่านี้กับสหรัฐอเมริกาภายใต้การนำของประธานาธิบดี “โดนัลด์ ทรัมป์”
5 ผู้นำโลก แห่เยือนจีน
1.นายกรัฐมนตรีแห่งสหราชอาณาจักร “เคียร์ สตาร์เมอร์” เยือนจีนเมื่อ 27-29 ม.ค. ถือเป็นการเยือนของผู้นำอังกฤษครั้งแรกในรอบ 8 ปี เพื่อรื้อฟื้นความสัมพันธ์ที่เคยหยุดชะงัก
2.นายกรัฐมนตรีแคนาดา “มาร์ค คาร์นีย์” เยือนจีนเมื่อ 14-17 ม.ค. เป็นการเยือนครั้งแรกในรอบเกือบ 10 ปี เพื่อลดความตึงเครียดทางการค้า
3.ประธานาธิบดี อี แจ-มยอง จากเกาหลีใต้ เยือนจีนเมื่อ 4-7 มกราคม ซึ่งเป็นการเยือนจีนครั้งแรกหลังรับตำแหน่ง เพื่อฟื้นฟูความสัมพันธ์เชิงยุทธศาสตร์และลดความเข้าใจผิดในอดีต มุ่งเน้นความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ วัฒนธรรม และขอให้จีนช่วยแสดงบทบาทเพื่อสันติภาพในคาบสมุทรเกาหลี
4. นายกรัฐมนตรี มิเชล มาร์ติน ของไอร์แลนด์ เยือนจีนเมื่อ 4-8 มกราคม ถือเป็นการเยือนครั้งแรกของผู้นำไอร์แลนด์ในรอบ 14 ปี เน้นย้ำความสัมพันธ์ระหว่างสหภาพยุโรป (EU) และจีน เพื่อผลักดันการเปิดตลาด "เนื้อวัวไอริช" ในจีน และความร่วมมือด้านการศึกษาขั้นสูง
5. นายกรัฐมนตรี เพตเทรี ออร์โปจากประเทศฟินแลนด์ เยือนจีนเมื่อ 25-28 มกราคม พร้อมนำคณะผู้บริหารกว่า 20 บริษัทเยือนปักกิ่ง เพื่อผลักดันความร่วมมือด้าน "เศรษฐกิจสีเขียว" พลังงานสะอาด และเกษตรกรรม พร้อมหารือประเด็นความมั่นคงระดับโลก
ปรับกลยุทธ์ใหม่ ดีกว่าตัดสัมพันธ์
ยู ซู นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสจาก Economist Intelligence Unit (EIU) วิเคราะห์ว่า นี่ไม่ใช่การเปลี่ยนขั้วทางการเมืองไปหาจีนอย่างเต็มตัว แต่เป็นการ "ปรับกลยุทธ์อย่างรอบคอบ" เนื่องจากนโยบายของทรัมป์ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมามีความผันผวนสูง ทั้งการตั้งกำแพงภาษีกับพันธมิตรและการแผ่อิทธิพลเหนือเวเนซุเอลาและอิหร่าน ส่งผลให้หลายประเทศมองว่าการรักษาช่องทางการสื่อสารกับจีนไว้เป็นทางเลือกที่ปลอดภัยกว่า
"การรักษาความสัมพันธ์กับปักกิ่งถูกมองว่าเหมาะสมกว่าการตัดขาด โดยเฉพาะเมื่อนโยบายของสหรัฐฯ คาดเดาได้ยากขึ้นเรื่อย ๆ" ยู ซู กล่าว
พ่วงดีลเศรษฐกิจหมื่นล้าน
การเดินทางครั้งนี้ไม่ได้มีแค่เรื่องการเมือง แต่พ่วงมาด้วยคณะผู้แทนธุรกิจขนาดใหญ่ และดีลเศรษฐกิจมูลค่ามหาศาล ตั้งแต่บริษัทยาไปจนถึงรถยนต์ไฟฟ้า
คณะจากสหราชอาณาจักรมีตัวแทนจากบริษัทและองค์กรกว่า 60 แห่ง รวมถึงยักษ์ใหญ่อย่าง AstraZeneca ที่ประกาศแผนลงทุนในจีนมูลค่าสูงถึง 1.5 หมื่นล้านดอลลาร์ภายในปี 2030
ส่วนการมาเยือนของแคนาดา ได้บรรลุข้อตกลงสำคัญ โดยแคนาดายอมลดภาษีนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้า (EV) จากจีน จากเดิม 100% เหลือเพียง 6.1% เพื่อแลกกับการที่จีนจะลดภาษีนำเข้าเมล็ดเรพซีดจากแคนาดา
แม้จีนจะพยายามก้าวขึ้นมามีบทบาททางการค้าโลกมากขึ้น แต่ข้อมูลจากธนาคารโลกระบุว่าสหรัฐยังคงเป็นพี่ใหญ่ทางเศรษฐกิจ โดยมีขนาด GDP มูลค่า 28.75 ล้านล้านดอลลาร์ เมื่อเทียบกับจีนที่ 18.74 ล้านล้านดอลลาร์
นอกจากนี้ กลุ่ม 5 ประเทศที่เยือนจีนทั้งหมดในเดือยนี้มี GDP รวมกันเพียง 8.71 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งไม่ถึงครึ่งของ GDP จีน
แม้ความตึงเครียดจะยังมีอยู่ แต่สัญญาณการประนีประนอมเริ่มปรากฏชัดขึ้น หลังจากที่งจีนและสหรัฐได้ตกลงยุติกำแพงภาษีเป็นเวลา 1 ปี หลังจากทรัมป์ประกาศขึ้นภาษีจีนใน “วันปลดแอก”
นอกจากนี้ ยังมีแนวโน้มว่าทรัมป์อาจเดินทางเยือนจีนในเดือนเม.ย.ที่จะถึงนี้ ซึ่งเจมส์ ซิมเมอร์แมน ประธานหอการค้าอเมริกันในจีน มองว่าเป็นโอกาสสำคัญที่ผู้นำทั้งสองจะสร้างวิสัยทัศน์ความมั่นคงร่วมกันเพื่อความก้าวหน้าของโลก





