background-default

วันเสาร์ ที่ 31 มกราคม 2569

Login
Login

ระเบียบโลกเก่าไม่หวนคืน ถึงเวลา “DESIGN S/O/S” ออกแบบเพื่อให้รอด

ระเบียบโลกเก่าไม่หวนคืน ถึงเวลา “DESIGN S/O/S” ออกแบบเพื่อให้รอด

จากดาวอสถึงกรุงเทพฯ โลกกำลังมองหาเศรษฐกิจแบบใหม่ เมื่อระเบียบโลกเก่าไม่หวนคืน "การออกแบบเพื่อให้รอด” DESIGN S/O/S จึงไม่ใช่ทางเลือกแต่คือความจำเป็น ร่วมหาคำตอบในงาน Bangkok Design Week 2026 ห้องทดลองเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ท่ามกลางโลกวิกฤตซ้อนวิกฤต

ลองนึกภาพห้องประชุม World Economic Forum Annual Meeting 2026 ที่เมืองดาวอส ผู้นำการเมือง นักเศรษฐศาสตร์ ซีอีโอ และนักเทคโนโลยีหลายพันคนกำลังถกเถียงกันถึงโลกที่ไม่มีใครแน่ใจแล้วว่ากำลังจะมุ่งหน้าไปทางไหน

ขณะที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ทำให้ประเด็นกรีนแลนด์กลายเป็นชนวนให้ความสัมพันธ์ข้ามแอตแลนติกสั่นสะเทือน นักเศรษฐศาสตร์อย่าง Gita Gopinath เรียกสภาวะตอนนี้ว่า “การสั่นคลอนของระเบียบโลกในรอบร้อยปี” และชี้ว่าได้เกิดรอยร้าวลึกของความไว้ใจระหว่างสหรัฐฯ กับยุโรป

ในห้องเดียวกันนั้น Mark Carney นายกรัฐมนตรีแคนาดาย้ำว่า โลกไม่ได้อยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านธรรมดา แต่กำลังเผชิญ “Rupture” หรือการแตกร้าว ซึ่งระเบียบโลกแบบเก่าจะไม่หวนกลับมาอีกแล้ว

ภายใต้ธีม A Spirit of Dialogue ดาวอสปีนี้จึงเต็มไปด้วยบทสนทนาที่ซื่อสัตย์กับความจริงว่าระบบเดิมกำลังไปต่อไม่ไหวผู้นำการเงินโลกอย่าง Kristalina Georgieva ยอมรับบนเวทีว่า “เรายังไม่พร้อมสำหรับสิ่งที่กำลังจะมาถึง” เคียงคู่กับตัวเลขที่ชวนให้สะดุ้งว่า ประมาณ 40% ของตำแหน่งงานทั่วโลกจะถูกเปลี่ยนรูปหรือหายไปเพราะ AI และในประเทศพัฒนาแล้วตัวเลขอาจสูงถึง 60%

ตัวอย่างใกล้ตัวคือใน IMF เอง จำนวนนักแปลลดลงจากราว 200 คนเหลือเพียง 50 คนในเวลาไม่นาน ด้านหนึ่ง AI ดูเหมือนจะเป็นเครื่องจักรเพิ่มประสิทธิภาพ แต่อีกด้านหนึ่งก็กำลังเขย่าฐานชีวิตของผู้คนอย่างจริงจัง

ควบคู่กันนั้น รายงาน Global Risks Report 2026 ยังชี้ให้เห็นว่าความเสี่ยงสำคัญของโลกวันนี้ไม่ใช่แค่ภัยธรรมชาติรุนแรง แต่คือการแตกร้าวเชิงภูมิรัฐศาสตร์ทางเศรษฐกิจ และความแตกแยกในสังคมที่เชื่อมโยงกับปัญหาอื่น ๆ เกือบทุกมิติ สงครามยูเครนเพียงปีเดียวทำให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บอีกราว 14,000 คน

ขณะเดียวกัน โลกยังมีคนราว 2.1 พันล้านคนที่ไม่มีน้ำสะอาดและสุขาภิบาลที่ดีพอ งบด้านมนุษยธรรมทั่วโลกก็หดตัวลงมากกว่าครึ่งเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ภาพรวมเหล่านี้ไม่ได้บอกแค่ว่า “ปัญหาเยอะขึ้น” แต่สะท้อนว่าเรากำลังอยู่กับชุดวิกฤตที่ซ้อนทับกันเป็นลูกโซ่ จนไม่สามารถแยกแก้ทีละเรื่องได้อีกต่อไป

กลับมามองที่“ประเทศไทย”เรากำลังเผชิญ 4 แรงกระแทกในระดับโครงสร้าง

  • ภูมิรัฐศาสตร์และการค้าโลกที่เปลี่ยนกติกาอย่างคาดเดายากทำให้สูตรเดิมแบบผลิตให้ถูก ส่งออกให้มาก พึ่งค่าเงินอ่อนและค่าแรงต่ำ เริ่มไม่ใช่คำตอบที่ยั่งยืน
  • Climate Change ที่ไม่ใช่แค่คำเตือนเรื่องอนาคต แต่คือมลพิษ น้ำท่วม ความร้อน และความเปราะบางของเมืองที่เราเจอทุกวัน
  • เศรษฐกิจที่นิ่งอยู่กับที่และติดกับดักรายได้ปานกลางทำงานหนักขึ้นแต่คุณภาพชีวิตไม่ขยับตาม
  • เทคโนโลยีกับ AI ที่กำลังเปลี่ยนทั้งกระบวนการผลิตและการคิดเชิงกลยุทธ์ เร็วเกินกว่าระบบการศึกษาและสังคมจะวิ่งตามทัน

คำถามสำหรับ “ประเทศไทย” จึงขยับจาก “จะแก้ปัญหาอะไรก่อนดี” ไปสู่คำถามที่ลึกกว่าว่า “เราต้องการโครงสร้างเศรษฐกิจแบบไหน ที่ช่วยให้ประเทศยืนอยู่ให้ได้ท่ามกลางทั้ง 4 แรงกระแทกพร้อมกัน”

น่าสนใจว่าคำถามนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในไทย แต่สะท้อนอยู่ในมุมมองของธนาคารโลกด้วย เอกสาร Building Thailand’s Future ที่จัดทำขึ้นเพื่อรองรับการที่ไทยจะเป็นเจ้าภาพประชุมประจำปีของ IMF–World Bank ในปี 2026 ได้ระบุ “Industries of the Future” ที่ไทยควรลงทุนเชิงยุทธศาสตร์ในช่วง 5–10 ปีข้างหน้า ทั้งการผลิตขั้นสูง เกษตรสมัยใหม่ บริการดิจิทัล การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ และที่สำคัญคือเศรษฐกิจสร้างสรรค์

เอกสารฉบับเดียวกันชี้ว่า แม้วันนี้ Creative Economy ของไทยยังมีสัดส่วนต่อ GDP ไม่สูงนัก แต่มีการจ้างงานเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และเป็นหนึ่งในไม่กี่ภาคเศรษฐกิจที่มีศักยภาพเติบโตโดยไม่ต้องใช้ทรัพยากรธรรมชาติหนักขึ้น แถมยังต่อยอดไปสู่ตลาดโลกผ่าน Soft Power และบริการดิจิทัลได้อย่างเต็มที่

เมื่อเชื่อมสิ่งนี้เข้ากับภาพใหญ่จากดาวอส เราจะเห็นว่าโลกกำลังมองหาเศรษฐกิจแบบใหม่ที่ทั้งยืดหยุ่น มีมนุษยธรรม และไม่ผูกชะตาอยู่กับทรัพยากรฟอสซิลหรือภูมิรัฐศาสตร์เพียงอย่างเดียว ไทยเองจึงเริ่มมองเศรษฐกิจสร้างสรรค์ไม่ใช่แค่เรื่องงานคราฟต์หรืองานเทศกาล แต่ในฐานะ “ระบบปฏิบัติการเศรษฐกิจใหม่” ที่ใช้ความคิดสร้างสรรค์ ทุนทางวัฒนธรรม และกระบวนการสร้างความหมายเป็นตัวขับเคลื่อน

เป้าหมายไม่ใช่แค่ขายของให้แพงขึ้น แต่คือการเปลี่ยนสินทรัพย์ที่เรามีอยู่แล้ว ทั้งเมือง วิถีชีวิต พิธีกรรม และความสัมพันธ์ระหว่างคน ให้กลายเป็นทุนที่ต่อยอดได้จริง มูลค่าจึงไม่ได้สร้างจากปริมาณการผลิต แต่จากความหมาย อัตลักษณ์ ประสบการณ์ และความไว้วางใจ ซึ่ง AI ก็เข้าไปแทนที่ได้ยาก

คำถามถัดมาคือ คนทั่วไปจะสัมผัสสิ่งเหล่านี้ในชีวิตจริงได้อย่างไร ตรงนี้เองที่บทบาทของ เทศกาลงานออกแบบกรุงเทพฯ หรือ Bangkok Design Week 2026 กลายเป็น “หน้าต่าง” สำคัญ ปีนี้งานจัดขึ้นระหว่าง 29 มกราคม ถึง 8 กุมภาพันธ์ ภายใต้ธีม DESIGN S/O/S ที่ตั้งใจพลิกความหมายจากสัญญาณขอความช่วยเหลือ ให้กลายเป็นสัญญาณว่า “ถึงเวลาออกแบบเพื่อให้รอด” โดย

  • S หรือ Secure Domestic พูดถึงการใช้ดีไซน์ยกระดับตลาดในประเทศให้แข็งแรง
  • O หรือ Outreach Opportunities คือการใช้เมืองและงานดีไซน์เชื่อมผู้เล่นไทยกับโลก
  • S หรือ Sustainable Future คือการใช้ดีไซน์ทดลองวิธีทำให้เมืองอยู่ได้ในโลกที่ร้อนและผันผวน

ในมุมนี้ Bangkok Design Week จึงไม่ใช่แค่งานให้มาเดินถ่ายรูป แต่คือห้องทดลองระดับเมือง ที่นำแรงสั่นสะเทือนจากเวทีโลกมาย่อส่วนในบริบทกรุงเทพฯ เพื่อชวนกันตั้งคำถามว่า เราจะใช้การออกแบบเป็นภาษากลางใหม่ของการรับมือวิกฤตซ้อนวิกฤตได้อย่างไร และจะทำให้ Creative Economy กลายเป็น “เครื่องช่วยหายใจ” อีกชุดหนึ่งของประเทศได้จริงแค่ไหนในทศวรรษต่อจากนี้