background-default

วันศุกร์ ที่ 30 มกราคม 2569

Login
Login

สหรัฐขาดดุลการค้าสูงที่สุด ‘ในรอบเกือบ 34 ปี’ แม้ขึ้นภาษีทั่วโลกแล้วก็ตาม

สหรัฐขาดดุลการค้าสูงที่สุด ‘ในรอบเกือบ 34 ปี’ แม้ขึ้นภาษีทั่วโลกแล้วก็ตาม

ดุลการค้าสหรัฐส่งสัญญาณสะดุดแรง เมื่อการนำเข้าสินค้าทุนพุ่งขึ้นจากกระแสลงทุน AI ดันตัวเลขขาดดุล ‘แตะสูงสุดในรอบเกือบ 34 ปี’ ขณะที่การส่งออกกลับชะลอตัว จุดคำถามว่า ภาคการค้าจะยังช่วยพยุงจีดีพีสหรัฐได้มากเพียงใด

สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่า สหรัฐขาดดุลการค้า “สูงที่สุดในรอบเกือบ 34 ปี” ในเดือนพฤศจิกายน จากการนำเข้าทุนสินค้าที่พุ่งสูงขึ้น ซึ่งมีแนวโน้มว่าเป็นผลจากกระแสการลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว และอาจทำให้นักเศรษฐศาสตร์ต้องปรับลดประมาณการการเติบโตทางเศรษฐกิจในไตรมาสที่ 4

กระทรวงพาณิชย์สหรัฐ โดยสำนักงานวิเคราะห์เศรษฐกิจ (BEA) และสำนักงานสำมะโนประชากร (Census Bureau) ระบุเมื่อวันพฤหัสบดีว่า ตัวเลขขาดดุลการค้า “เพิ่มขึ้น 94.6%” สู่ระดับ 56.8 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งอัตราการเพิ่มขึ้นดังกล่าว ถือว่าสูงที่สุดนับตั้งแต่เดือนมีนาคม ปี 1992

“การนำเข้าของสหรัฐ” พุ่งขึ้น 5.0% สู่ระดับ 348.9 พันล้านดอลลาร์ โดยการนำเข้าสินค้าเพิ่มขึ้น 6.6% อยู่ที่ 272.5 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งการเพิ่มขึ้นดังกล่าว ได้รับแรงหนุนจากการนำเข้าคอมพิวเตอร์และเซมิคอนดักเตอร์ ที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมาก 

นอกจากนี้ การนำเข้าสินค้าประเภทอื่น ๆ ก็ทำสถิติสูงสุดเช่นกัน โดยการนำเข้าสินค้าอุปโภคบริโภค เพิ่มขึ้น 9.2 พันล้านดอลลาร์ จากแรงหนุนของผลิตภัณฑ์ยา

ขณะเดียวกัน “การส่งออกของสหรัฐ” กลับลดลง เพราะการขายวัตถุดิบและสินค้าอุตสาหกรรมไปต่างประเทศน้อยลง โดยเฉพาะทองคำ โลหะมีค่า และน้ำมันดิบ ทำให้มูลค่าส่งออกหายไป 6.1 พันล้านดอลลาร์

ไม่เพียงเท่านั้น การส่งออกสินค้าอุปโภคบริโภค ก็ลดลงอีก 3.1 พันล้านดอลลาร์ เพราะการส่งออก ผลิตภัณฑ์ยาชะลอตัวลง

ด้วยการทรุดตัวของดุลการค้า อาจทำให้นักเศรษฐศาสตร์ “ปรับลดความคาดหวัง” ว่าการค้าระหว่างประเทศ จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญต่อการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ในไตรมาสที่ 4

ก่อนหน้านี้ ภาคการค้าได้มีส่วนช่วยหนุนการเติบโตของ GDP ในไตรมาสที่ 2 และไตรมาสที่ 3 ของปี 2025

ธนาคารกลางสหรัฐ สาขาแอตแลนตา คาดการณ์ว่า GDP สหรัฐ จะขยายตัวในอัตรา 5.4% เมื่อคำนวณเป็นรายปีในไตรมาสที่ 4

อย่างไรก็ตาม การประเมินของธนาคารรายใหญ่ในวอลล์สตรีทหลายแห่ง รวมถึง Goldman Sachs กลับอยู่ในระดับที่ “ต่ำกว่าอัตรา 3.0%” อย่างมีนัยสำคัญ

อ้างอิง: reuters