วันอังคาร ที่ 1 กันยายน 2569

Login
Login

วิจัยชี้ 'ยุโรป-อังกฤษ' เจ็บหนัก หากเกิด 'สงครามการค้า' เต็มรูปแบบ

วิจัยชี้ “ยุโรป-อังกฤษ” เจ็บหนักกว่าสหรัฐ หากเปิดศึกการค้าตอบโต้ “ทรัมป์” เผยกระทบ GDP แรงกว่ายอมรับเงื่อนไข

KEY POINTS

  • อียูและอังกฤษจะได้รับความเสียหายทางเศรษฐกิจรุนแรงกว่าสหรัฐหากเกิดสงครามการค้าแบบตอบโต้กันด้วยภาษี
  • การใช้มาตรการภาษีตอบโต้จะทำให้เศรษฐกิจของอียูและอังกฤษย่ำแย่ลงกว่าการยอมรับผลกระทบจากภาษีของสหรัฐฯ แต่ฝ่ายเดียว
  • หากเกิดสงครามภาษี 25% เต็มรูปแบบ คาดว่า GDP ต่อหัวของอังกฤษและอียูจะลดลง 0.63% และ 0.61% ตามลำดับ

ผลงานวิจัยล่าสุดจากมหาวิทยาลัยแอสตัน ระบุว่า สหภาพยุโรป (EU) และสหราชอาณาจักร มีโอกาสเผชิญกับความเสียหายทางเศรษฐกิจที่รุนแรงกว่าสหรัฐ หากเกิดสงครามการค้าในลักษณะขึ้นภาษีใส่กันทั้งสองฝ่าย (Retaliation) หลังจากที่โดนัลด์ ทรัมป์ เคยขู่ที่จะบังคับใช้มาตรการภาษีนำเข้าในอัตราสูงถึง 25% ต่อ 8 ประเทศในยุโรป เพื่อกดดันให้เดนมาร์กขายเกาะกรีนแลนด์

แบบจำลองทางเศรษฐกิจชี้ให้เห็นว่า การดำเนินมาตรการตอบโต้ทางการค้า จะทำให้ทุกประเทศในยุโรปตกอยู่ในสถานะที่ย่ำแย่กว่าการยอมรับและดูดซับผลกระทบจากภาษีนั้นไว้เอง

วิจัยชี้ 'ยุโรป-อังกฤษ' เจ็บหนัก หากเกิด 'สงครามการค้า' เต็มรูปแบบ

ข้อมูลจากการจำลองสถานการณ์พบว่า หากเกิดการตอบโต้ด้วยกำแพงภาษี 25% อย่างเต็มรูปแบบ ผลกระทบต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศต่อหัว (Real GDP per capita) ของสหราชอาณาจักรและอียู จะลดลงถึง 0.63% และ 0.61% ตามลำดับ ซึ่งในกรณีของสหราชอาณาจักรนั้น ความเสียหายจะพุ่งสูงเป็น 2 เท่าเมื่อเทียบกับการไม่โต้ตอบ แม้ว่าการส่งออกไปยังสหรัฐ จะได้รับผลกระทบอย่างหนักก็ตาม

บทวิเคราะห์ของไฟแนนเชียลไทม์ส รายงานว่า ภาคธุรกิจของอียู ได้เตรียมแผนรับมือด้วยภาษีตอบโต้สินค้านำเข้าจากสหรัฐ มูลค่ารวม 9.3 หมื่นล้านยูโร ครอบคลุมตั้งแต่เครื่องบินโบอิ้ง รถยนต์ ไปจนถึงสุราเบอร์เบิน อย่างไรก็ตาม ศาสตราจารย์ จุน ตู ผู้นำการวิจัยระบุว่า การร่วมมือกันตอบโต้ระหว่างอังกฤษและอียูจะส่งผลลัพธ์ที่เลวร้ายที่สุดสำหรับอังกฤษ และทางเลือกที่ดีที่สุดคือการไม่ใช้มาตรการตอบโต้

วิจัยชี้ 'ยุโรป-อังกฤษ' เจ็บหนัก หากเกิด 'สงครามการค้า' เต็มรูปแบบ

นอกจากนี้ งานวิจัยยังเสนอแนะว่า หากยุโรปต้องการสร้างอำนาจต่อรองที่น่าเชื่อถือและส่งผลกระทบต่อสหรัฐได้จริง จำเป็นต้องขยายขอบเขตการตอบโต้ไปไกลกว่าสินค้าโภคภัณฑ์ โดยมุ่งเป้าไปที่ภาคบริการเทคโนโลยีและสถาบันการเงินผ่านการใช้มาตรการด้านกฎระเบียบ (Regulatory actions) เพื่อจำกัดผู้เล่นรายใหม่ในตลาด แทนการขู่แบนยักษ์ใหญ่ที่มีอยู่เดิมอย่าง Google หรือ Microsoft

ทั้งนี้ วิลเลียม เบน หัวหน้านโยบายการค้าของสภาหอการค้าอังกฤษ (BCC) มองว่าสถานการณ์นี้คือ "เกมที่มีแต่เสีย" (Negative sum game) และเน้นย้ำความจำเป็นในการกระจายความสัมพันธ์ทางการค้าไปยังตลาดใหม่อื่นๆ รวมถึงการเพิ่มอำนาจด้านความมั่นคงทางเศรษฐกิจเพื่อให้มีความแข็งแกร่งในการเจรจาข้อพิพาททางการค้าในอนาคต

อ้างอิง: Financial Times