วันพฤหัสบดี ที่ 19 กุมภาพันธ์ 2569

Login
Login

'เทสลา' หยุดผลิตรถเรือธง Model S - X เบนเข็มสู่ AI –หุ่นยนต์ หลังรายได้ทั้งปีหดตัวครั้งแรก

'เทสลา' หยุดผลิตรถเรือธง Model S - X เบนเข็มสู่ AI –หุ่นยนต์ หลังรายได้ทั้งปีหดตัวครั้งแรก

เทสลาประกาศยุติการผลิตรถรุ่นเรือธง Model S และ Model X หลังรายได้ทั้งปีหดตัวเป็นครั้งแรก พร้อมเร่งปรับยุทธศาสตร์สู่ AI และหุ่นยนต์ Optimus เดิมพันทิศทางใหม่ของบริษัทนอกเหนือจากธุรกิจรถยนต์ไฟฟ้า

ในการรายงานผลประกอบการไตรมาสล่าสุดของ "เทสลา อิงค์" (Tesla) บริษัทรถยนต์ไฟฟ้ารายใหญ่ที่สุดในสหรัฐและอดีตเบอร์ 1 ของโลกในแง่ยอดขาย มี "ความเปลี่ยนแปลง" หลายอย่างที่น่าจับตามอง ตั้งแต่รายได้รายปีที่ลดลงเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่การก่อตั้งบริษัทมา ไปจนถึงการยุติไลน์การผลิตรถรุ่นเรือธง เผื่อผันงบไปสู่ "AI และ หุ่นยนต์" ซึ่งสะท้อนการปรับยุทธศาสตร์ครั้งสำคัญของเทสลา

เทสลาเปิดเผยว่า รายได้ไตรมาส 4 ลดลง 3% จากปีก่อนหน้า มาอยู่ที่ 24,900 ล้านดอลลาร์ ใกล้เคียงกับตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ 24,800 ล้านดอลลาร์ ส่งผลให้รายได้ทั้งปี 2025 อยู่ที่ 94,800 ล้านดอลลาร์ ซึ่งลดลง 3% จากปีก่อน และนับเป็นลดลงครั้งแรกตั้งแต่ก่อตั้งบริษัทขึ้นมาในปี 2003  

ยุติ Model S–X หันหน้ามุ่งสู่หุ่นยนต์ 'Optimus'

อีลอน มัสก์ ซีอีโอของเทสลา กล่าวว่า บริษัทจะยุติการผลิตรถรุ่นเรือธง Model S และ Model X ภายในไตรมาสหน้า และปรับสายการผลิตในโรงงานฟรีมอนต์ รัฐแคลิฟอร์เนีย ไปผลิตหุ่นยนต์ฮิวแมนอยด์ "Optimus" แทน โดยตั้งเป้ากำลังการผลิตที่ 1 ล้านตัวต่อปี

“มันค่อนข้างน่าเศร้าเล็กน้อย แต่ก็เป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนผ่านสู่ 'อนาคตที่ขับเคลื่อนด้วยระบบอัตโนมัติ'” มัสก์กล่าว พร้อมระบุว่า หากลูกค้ายังสนใจ Model S และ X ช่วงเวลานี้ถือเป็นโอกาสสุดท้ายที่จะสั่งซื้อ

ทั้งนี้ Model S และ Model X เป็นรถที่เก่าแก่ที่สุดของเทสลารองจาก Roadster รุ่นแรก โดยเทสลาเริ่มจำหน่าย Model S ในปี 2012 และ Model X ในปี 2015 ก่อนจะเผชิญการแข่งขันรุนแรงในตลาดรถยนต์ไฟฟ้าโลกในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

ปัจจุบัน Model S มีราคาเริ่มต้นราว 95,000 ดอลลาร์ และ Model X ประมาณ 100,000 ดอลลาร์ ขณะที่รุ่นยอดนิยมอย่าง Model 3 และ Model Y คิดเป็น 97% ของยอดส่งมอบทั้งหมด 1.59 ล้านคันในปีที่ผ่านมา

ทุ่ม 2 พันล้านดอลลาร์ หนุนบริษัทใหม่ 'xAI' 

เทสลายังเปิดเผยว่า ได้ตกลงที่จะลงทุน 2,000 ล้านดอลลาร์ (ราว 6.2 หมื่นล้านบาท) ในบริษัทสตาร์ตอัปแห่งใหม่ "xAI" ของมัสก์ ในรอบระดมทุนเดือนม.ค. แม้ก่อนหน้านี้ผู้ถือหุ้นจะมีเสียงสนับสนุนแบบไม่เป็นเอกฉันท์ก็ตาม โดยในการลงมติผู้ถือหุ้นแบบไม่ผูกพันเมื่อเดือนพ.ย. แม้เสียงเห็นด้วยจะมีจำนวนมากกว่าผู้ที่คัดค้าน แต่จำนวนผู้ที่งดออกเสียงและคัดค้านรวมกันสะท้อนว่าผู้ถือหุ้นส่วนใหญ่ยังไม่สนับสนุนการลงทุนดังกล่าว

ด้านฝ่ายกฎหมายของเทสลาระบุในช่วงเวลานั้นว่า บริษัทจำเป็นต้องพิจารณาผลการลงคะแนนอย่างรอบคอบก่อนตัดสินใจ

ก่อนหน้านี้ "SpaceX" ซึ่งเป็นบริษัทด้านอากาศยานของมัสก์ ได้ลงทุน 2,000 ล้านดอลลาร์ใน xAI แล้วเช่นกัน ท่ามกลางความต้องการเงินทุนจำนวนมากสำหรับธุรกิจ AI

รายได้หด กำไรลด แต่บริษัทยังเดินหน้าลงทุนหนัก

บริษัทมีกำไรสุทธิที่ปรับปรุงแล้ว (adjusted net income) ในไตรมาส 4 ลดลง 16% เหลือ 1,800 ล้านดอลลาร์ แต่ยังสูงกว่าคาดการณ์ของตลาด ขณะที่กำไรสุทธิรวมค่าใช้จ่ายหุ้นตอบแทนและผลขาดทุนจากสินทรัพย์ดิจิทัล ลดลงถึง 61% เหลือ 840 ล้านดอลลาร์

อย่างไรก็ดี ไวภพ ทาเนจา ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน หรือซีเอฟโอของเทสลา กล่าวว่า บริษัทจะใช้เงินมากกว่า 20,000 ล้านดอลลาร์ (กว่า 6.2 แสนล้านบาท) ในปีนี้ เพื่อขยายกำลังการผลิตโรงงานและลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI

ทางด้านราคาหุ้นของเทสลาปรับขึ้นสูงสุด 4.8% ในการซื้อขายหลังตลาดปิด ก่อนจะลดช่วงบวกลงระหว่างการชี้แจงผลประกอบการของมัสก์และผู้บริหารต่อบรรดานักวิเคราะห์ 

จาก 'รถอีวี' สู่บริษัท “Physical AI”

ไฟแนนเชียลไทม์สระบุว่า เทสลากำลังเผชิญแรงกดดันจากการยกเลิกมาตรการสนับสนุนรถยนต์ไฟฟ้าในสหรัฐ ภายใต้นโยบายของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ รวมถึงยอดขายที่ชะลอตัวในสหรัฐและยุโรป ท่ามกลางกระแสต่อต้านจุดยืนทางการเมืองของมัสก์

ท่ามกลางยอดขายรถที่ลดลง มัสก์เดิมพันอนาคตของเทสลากับรถไร้คนขับ Cybercab และหุ่นยนต์มนุษย์ที่ขับเคลื่อนด้วย AI โดยบริษัทเริ่มนิยามตัวเองว่าเป็น “บริษัทด้าน Physical AI”

เทสลาระบุว่า จะเปิดตัวหุ่นยนต์ Optimus รุ่นที่ 3 ภายในไตรมาสนี้ ซึ่งเป็น “ดีไซน์แรกที่ออกแบบเพื่อการผลิตจำนวนมาก” และคาดว่าจะเพิ่มจำนวนพนักงานในโรงงานฟรีมอนต์ควบคู่กับการเร่งกำลังการผลิต

ก่อนหน้านี้ในการประชุมสภาเศรษฐกิจโลก World Economic Forum ที่เมืองดาวอส สวิตเซอร์แลนด์ อีลอน มัสก์ ขึ้นเป็นแขกสุดเซอร์ไพรส์ในเวทีนี้เป็นครั้งแรกหลังเป็นคู่กัดวิพากษ์วิจารณ์มาหลายปี โดยคาดการณ์ว่าโลกกำลังจะไปถึงยุคที่มีหุ่นยนต์มากกว่ามนุษย์ และจะเริ่มขายหุ่นฮิวแมนอยด์ Optimus ให้สาธารณชนได้ในปี 2027

มัสก์มองว่าขณะนี้หุ่นยนต์ Optimus กำลังทำงานง่ายๆ ตามโรงงานแล้ว แต่ภายในสิ้นปี 2026 นี้ พวกมันจะทำงานที่ซับซ้อนมากขึ้นได้ และคาดว่าจะเริ่มขายให้กับสาธารณชนได้ในปีหน้า 2027

"ภายในสิ้นปีหน้า เราจะเริ่มขายหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ให้กับสาธารณชน” มัสก์กล่าว “นั่นคือช่วงที่เรามั่นใจว่ามันจะมีความน่าเชื่อถือสูงมาก คุณแทบจะสามารถสั่งให้มันทำอะไรก็ได้ตามที่ต้องการ”


ที่มา: Financial Times, CNBC, กรุงเทพธุรกิจ