วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม 2569

Login
Login

‘บอนด์ยีลด์พุ่ง-เงินเยนแข็งค่า’ เดิมพันสุดท้าย คว้าชัยเลือกตั้ง

‘บอนด์ยีลด์พุ่ง-เงินเยนแข็งค่า’ เดิมพันสุดท้าย คว้าชัยเลือกตั้ง

โจทย์หินรัฐบาลใหม่ญี่ปุ่น วิกฤติ 'บอนด์ยีลด์พุ่ง-เยนผันผวน' ทำ 'ทาคาอิจิ' ตกที่นั่งลำบากก่อนศึกเลือกตั้ง 8 ก.พ.69 นักวิเคราะห์มองทำได้แค่ประคอง ทางออกสุดท้ายคือ 'ขึ้นดอกเบี้ย'

รัฐบาลของนายกรัฐมนตรี “ซานาเอะ ทาคาอิจิ” กำลังเผชิญกับสถานการณ์กลืนไม่เข้าคายไม่ออกในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อก่อนการเลือกตั้ง วันที่ 8 ก.พ.69 นี้ เป้าหมายหลักของเธอคือ การประคองตลาดหุ้น และเศรษฐกิจให้ทรงตัวเพื่อรักษาฐานเสียง แต่กลับต้องเผชิญกับพายุใน “ตลาดพันธบัตร” และ “ค่าเงินเยน” ที่ผันผวนรุนแรง

ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 40 ปี พุ่งทะลุ 4% ซึ่งสูงที่สุดนับตั้งแต่เริ่มมีการออกพันธบัตรนี้ในปี 2550 และยังนับเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 30 ปี ที่ผลตอบแทนพันธบัตรหรือบอนด์ยีลด์ทุกตัวตั้งแต่ระยะสั้นไปจนถึงยาวที่สุด ดีดตัวขึ้นพร้อมกัน ซึ่งแสดงถึงความกังวลที่ครอบคลุมไปทั่วตลาด

ส่วน “ค่าเงินเยน” ที่อ่อนค่ามาอย่างหนักก่อนหน้านี้จนเคลื่อนไหวถึงช่วง 159 เยน เมื่อกลางเดือนม.ค. ใกล้แตะระดับจิตวิทยา 160 เยน ที่รัฐบาลเคยแทรกแซงค่าเงินเมื่อปี 2024 กลับพุ่งแข็งค่าขึ้นอย่างรุนแรงนับตั้งแต่วันศุกร์ที่ 23 ม.ค.69 หลังมีสัญญาณชัดเจนขึ้นเรื่องความเป็นไปได้ที่รัฐบาลญี่ปุ่นจะแทรกแซงค่าเงิน และอาจมีรัฐบาลสหรัฐร่วมด้วย

ทำให้ตลาดพลิกท่าทีอย่างรวดเร็วจนค่าเงินเยนแข็งค่าขึ้นแล้วถึงเกือบ 4% นับตั้งแต่วันศุกร์ เคลื่อนไหวที่ประมาณ 152.5 เยนต่อดอลลาร์เมื่อวันพุธ หรือเป็นระดับแข็งค่าสุดในรอบเกือบ 3 เดือน

 คุม ‘ดอกเบี้ย-บอนด์ยีลด์’ โจทย์ท้าทาย

เจ้าหน้าที่กระทรวงการคลังรายหนึ่งเปิดเผยกับบลูมเบิร์ก ว่า รัฐบาลชุดปัจจุบัน และธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) กำลังเผชิญกับสถานการณ์ที่ยากลำบากในการรับมือกับแรงกดดันจากตลาดเงินตลาดทุนที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งถือเป็น “โจทย์หิน” สำหรับรัฐบาลที่เพิ่งเข้ามาบริหารประเทศได้เพียง 3 เดือน

อย่างไรก็ดี นายกรัฐมนตรีทาคาอิจิได้ตั้งเป้าหมายสำคัญในการหาเสียงครั้งนี้ว่า จะต้องประคองสถานการณ์ให้ผ่านพ้นการเลือกตั้งในวันที่ 8 ก.พ.69 นี้ไปให้ได้ โดยไม่เกิดเหตุการณ์ตลาดหุ้นทรุดตัวลงรุนแรง

แหล่งข่าวย้ำว่า การพยายามหามาตรการจัดการกับความผันผวนของตลาดในขณะนี้ กลายเป็นปัญหาที่สร้างความปวดหัวให้กับทั้งรัฐบาล และบีโอเจอย่างมาก เนื่องจากต้องรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจท่ามกลางความกดดันรอบด้าน ในช่วงเวลาหัวเลี้ยวหัวต่อก่อนการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง

“รัฐบาลกำลังตกที่นั่งลำบาก เพราะหากตัดสินใจเข้าควบคุมอัตราผลตอบแทนพันธบัตรเพื่อไม่ให้สูงเกินไป ก็จะส่งผลกระทบทำให้เงินเยนอ่อนค่าลงอีก ซึ่งจุดนี้เองจะไปกระตุ้นให้ราคาสินค้านำเข้าแพงขึ้นจนเกิดเงินเฟ้อ และสุดท้ายก็หนีไม่พ้นต้องถูกกดดันให้ขึ้นดอกเบี้ยอยู่ดี” เจ้าหน้าที่กล่าว

ในทางกลับกัน หากเลือกแทรกแซงเพื่อช่วยพยุงเงินเยนให้แข็งค่าขึ้น ก็เสี่ยงที่จะทำให้ตลาดหุ้นที่กำลังเป็นขาขึ้นต้องสะดุดลง ซึ่งรัฐบาลของทาคาอิจิไม่อยากให้เป็นแบบนั้น เพราะตลาดหุ้นที่สดใสคือ ผลงานหลักเพียงไม่กี่อย่างที่ช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่ดีก่อนถึงวันเลือกตั้ง

“ดังนั้น ไม่ว่ารัฐบาลจะเลือกดำเนินนโยบายในทิศทางใด ก็ไม่มีวิธีไหนที่จะสามารถแก้ปัญหาทุกอย่างได้พร้อมกันในคราวเดียว” เจ้าหน้าที่ กล่าว

โฮมิน ลี นักวิเคราะห์จากลอมบาร์ด โอเดียร์ ให้ความเห็นว่า การจะรักษาสมดุลระหว่างการดูแลค่าเงินเยนไม่ให้อ่อนค่าเกินไป ควบคู่กับการคุมดอกเบี้ยพันธบัตรนั้น จะทำได้ราบรื่นกว่านี้ก็ต่อเมื่อการเลือกตั้งผ่านพ้นไป หลังจากมีการจัดตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ และงบประมาณประจำปีได้รับอนุมัติเรียบร้อยแล้ว

ลีย้ำว่า “โจทย์ที่สำคัญที่สุดในนาทีนี้คือ การประคองสถานการณ์ ให้ตลาดมีเสถียรภาพมากที่สุดในช่วง 2-3 สัปดาห์ข้างหน้าซึ่งเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อทางการเมือง”

“รัฐบาลญี่ปุ่นคงคาดหวังที่จะใช้เครื่องมือทางนโยบายเพื่อดึงทั้งอัตราผลตอบแทนพันธบัตร และค่าเงินเยนให้กลับมามีเสถียรภาพพร้อมๆ กัน” ลี กล่าว

นอกจากนี้ ลีก็ยอมรับตามตรงว่า “ในทางปฏิบัติแล้ว การจะควบคุมทั้งสองอย่างให้ได้ดั่งใจในเวลาเดียวกันนั้นเป็นเรื่องที่ทำได้ยากมาก เพราะโดยปกติแล้วเมื่อพยายามกดดอกเบี้ยให้ต่ำ เงินเยนมักจะอ่อนค่าลง”

 นโยบายลดภาษี สู่ความเสี่ยง ‘การคลัง’

ทาคาอิจิได้ให้คำมั่นสัญญากับผู้มีสิทธิเลือกตั้งไว้ว่า จะพาญี่ปุ่นกลับไปสู่ยุคเศรษฐกิจเฟื่องฟูอีกครั้ง โดยเลือกใช้ “นโยบายการคลังแบบขยายตัว” ที่เน้นการใช้จ่ายภาครัฐ และอัดฉีดเงิน ซึ่งนโยบายในลักษณะนี้เองที่สร้างความไม่มั่นใจให้กับเหล่านักลงทุน เพราะกังวลเรื่องเสถียรภาพทางการเงินของประเทศ

บรรดานักลงทุนเริ่มหันมาจับตามองทิศทางงบประมาณ และการคลังในระยะยาวของญี่ปุ่นด้วยความกังวลมากขึ้น เนื่องจากทาคาอิจิ ต้องการเดินหน้าแผนการใช้จ่ายภาครัฐขนานใหญ่ที่มูลค่ามากถึง 21.5 ล้านล้านเยน

การที่ทาคาอิจิประกาศจะลดภาษีขาย (sales tax) ในสินค้ากลุ่มอาหาร ถือเป็นไม้เด็ดที่มุ่งเป้าไปที่การแก้ปัญหาค่าครองชีพ ซึ่งเป็นเรื่องที่ประชาชนกังวลมากที่สุด หลังจากต้องรับมือกับ “ภาวะเงินเฟ้อ” ที่กลับมาอีกครั้ง

อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานในปี 2568 กลับพุ่งสูงขึ้นถึง 3.1% ซึ่งถือเป็นปีที่ 4 ติดต่อกันที่ตัวเลขเงินเฟ้อพุ่งทะลุเป้าหมาย 2% ที่ธนาคารกลางญี่ปุ่นกำหนดไว้ ราคาข้าว และสินค้าอุปโภคบริโภคพื้นฐานขยับตัวสูงขึ้น จนส่งผลต่อกำลังซื้อของประชาชน

สิ่งที่น่ากังวลขณะนี้คือ ญี่ปุ่นมีหนี้สาธารณะสูงเกิน 230% ของจีดีพี ซึ่งถือว่า "สูงที่สุดในกลุ่มประเทศ G7 เปรียบเหมือนครอบครัวที่มีหนี้มากกว่ารายได้ทั้งปีถึง 2.6 เท่า

ทาคาอิจิ ชูนโยบายพักภาษีดังกล่าวเป็นเวลา 2 ปี จนสร้างความตื่นตระหนกให้กับตลาดเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรพุ่งสูงขึ้นทันที เนื่องจากมาตรการนี้อาจทำให้รายได้รัฐหายไปถึง 5 ล้านล้านเยนต่อปี ซึ่งถือเป็นฐานรายได้สำคัญมากคิดเป็นกว่า 1 ใน 5 ของรายได้ภาษีทั้งหมดของญี่ปุ่น

ในฟากของการหาเสียงเลือกตั้งได้เริ่มเปิดฉากขึ้นแล้วอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 27 ม.ค.69 ที่ผ่านมา โดยเป้าหมายหลักของทาคาอิจิคือ การรักษา และเพิ่มจำนวนที่นั่งเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรให้ได้ โดยผลการสำรวจความนิยมล่าสุดในช่วงสุดสัปดาห์ชี้ให้เห็นว่า คะแนนนิยมของเธอยังคงอยู่ในระดับที่น่าพึงพอใจ แม้ว่าคะแนนนิยมของพรรค LDP จะยังไม่ดีขึ้นมากนักก็ตาม

‘ญี่ปุ่น-สหรัฐ’ จับมือคุม ‘ค่าเงินเยน’

ในช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา กระแสคาดการณ์ที่ว่าสหรัฐ และญี่ปุ่นอาจจะจับมือกันเข้า “แทรกแซงตลาดเงิน” จาก “ซัตสึกิ คาตายามะ” รัฐมนตรีคลังของญี่ปุ่น และ “สก็อตต์ เบสเซนต์” รัฐมนตรีคลังของสหรัฐได้ส่งผลช่วยประคองให้ค่าเงินเยนแข็งค่าขึ้น แม้ว่าในความเป็นจริงจะยังไม่มีการลงมือทำอะไรเลยก็ตาม

การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วนี้เกิดขึ้นหลังจากมีข่าวลือสะพัดว่ากระทรวงการคลังญี่ปุ่นได้เริ่มหยั่งเชิงพูดคุยกับบรรดานักค้าเงิน รวมถึงมีรายงานว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สาขานิวยอร์ก ได้ทำการตรวจสอบอัตราแลกเปลี่ยนในช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นสัญญาณที่ตลาดตีความว่าอาจมีการแทรกแซงเกิดขึ้น

เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา คาตายามะพยายามย้ำให้ตลาดมั่นใจว่า รัฐบาลกำลังเข้าดูแลความผันผวนของค่าเงินโดยยึดตามข้อตกลงร่วมกันระหว่างญี่ปุ่น และสหรัฐ ซึ่งการออกมาพูดเช่นนี้เป็นการส่งสัญญาณว่าการดำเนินการใดๆ ของญี่ปุ่นในตอนนี้มีสหรัฐคอยสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง ไม่ได้เป็นการทำโดยพลการ

นอกจากนี้ ความเคลื่อนไหวดังกล่าวยังนำไปสู่การออกมาส่งสัญญาณจากเบสเซนต์ ที่ได้เปรยหลายครั้งว่าธนาคารกลางญี่ปุ่นจำเป็นต้องขยับตัวให้เร็วกว่านี้ รวมทั้งการหารือระหว่างเบสเซนต์กับคาตายามะ จึงทำให้หลายฝ่ายคาดการณ์ว่าสหรัฐกำลังกดดันให้รัฐบาลญี่ปุ่นลงมือทำอะไรที่มากกว่านี้ เพื่อทำให้ตลาดพันธบัตรกลับมาอยู่ในความสงบ

สถานการณ์นี้สำคัญมาก เพราะเป็นสัญญาณบ่งบอกถึง “ความร่วมมือกัน” ระหว่างญี่ปุ่น และสหรัฐ ถือเป็นการจัดการที่ทรงพลัง เพราะเพียงแค่เพียงตลาดรับรู้ถึง “ความร่วมมือ” ของทั้งสองมหาอำนาจ ก็เพียงพอที่จะสร้างความหวาดกลัวให้กับเหล่านักเก็งกำไรจนไม่กล้าขยับตัว

หากมีการเข้าแทรกแซงร่วมกันจริงจะถือเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ยากมาก โดยครั้งล่าสุดที่ญี่ปุ่น และพันธมิตรร่วมมือกันแทรกแซงตลาดคือปี 2554 เพื่อสกัดการพุ่งสูงขึ้นของค่าเงินเยนหลังเหตุการณ์สึนามิ และภัยพิบัตินิวเคลียร์

 การ ‘ขึ้นดอกเบี้ย’ อาจเป็นทางออก

โทรุ ซึเอฮิโร หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์จากบริษัทหลักทรัพย์ไดวา ให้ความเห็นว่า มาตรการ และการส่งสัญญาณต่างๆ ที่รัฐบาลนำออกมาใช้ในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาถือเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพ เพราะสามารถควบคุมปัญหาได้พร้อมกันทั้งสองด้านคือ ทั้งการสกัดไม่ให้เงินเยนอ่อนค่าจนเกินไป และการยับยั้งไม่ให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรพุ่งสูงขึ้น จนทำให้สถานการณ์โดยรวมเริ่มกลับมาอยู่ในการควบคุมอีกครั้ง

อย่างไรก็ดี ทาโร คิมูระ นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสบลูมเบิร์กอีโคโนมิกส์ มองว่า หากรัฐบาล และบีโอเจพยายามเข้าแทรกแซงตลาดอย่างเป็นระบบแล้วแต่ยังไม่เป็นผล ตลาดจะสรุปบทเรียนได้ทันทีว่า ธนาคารกลางญี่ปุ่นแทบจะไม่เหลือทางเลือกอื่นใดอีกนอกจากต้องตัดสินใจปรับ “ขึ้นดอกเบี้ย”

คิมูระเสริมว่า การขึ้นดอกเบี้ยดังกล่าวอาจจะต้องทำในระดับที่ “สูงกว่า” และ “เร็วกว่า” ที่เคยคาดการณ์ไว้ ทั้งนี้ก็เพื่อสกัดกั้นแรงกดดันจากภาวะเงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้น ซึ่งมีสาเหตุหลักมาจากค่าเงินเยนที่อ่อนค่าลงจนฉุดไม่อยู่

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ตลาดเงิน และตลาดทุนเปราะบางมาก เห็นได้จากดัชนีนิกเคอิ 225 ที่ปรับตัวลดลงอย่างรุนแรงที่สุดเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นชัดเจนว่าตลาดหุ้นยังคงมีความอ่อนไหวสูง และพร้อมจะสั่นคลอนได้ทุกเมื่อหากมีปัจจัยลบเข้ามากระทบ

ซึเอฮิโร วิเคราะห์ว่า “ทาคาอิจิอาจจะพยายามมองโลกในแง่ดี โดยโต้แย้งว่าการที่ผลตอบแทนพันธบัตรขยับสูงขึ้นนั้นไม่ใช่ปัญหา ตราบใดที่ราคาหุ้นยังสามารถปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อไปได้” เพราะเป้าหมายสูงสุดของเธอในตอนนี้คือ การประคองให้ตลาดหุ้นอยู่ในระดับที่ดี เพื่อใช้เป็นผลงานชิ้นโบแดงพิสูจน์ความสำเร็จทางเศรษฐกิจของรัฐบาลก่อนถึงวันเลือกตั้ง

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์