งบออกมาดีกว่าคาด หุ้นตอบรับแรง แต่สัญญาณฟื้นของลักชัวรียังไม่เรียบง่าย ผลประกอบการล่าสุดของ LVMH สะท้อนการฟื้นตัวของตลาดจีนที่เริ่มเห็นชัดขึ้น ท่ามกลางความหวังว่า ‘ภาคลักชัวรี’ อาจก้าวพ้นช่วงขาลงยาว
สำนักข่าวซีเอ็นบีซีรายงานว่า กลุ่มสินค้าแบรนด์หรู LVMH รายงานผลประกอบการออกมา “ดีกว่าที่ตลาดคาด” หลังตลาดปิดทำการเมื่อวันอังคาร พร้อมกับการเติบโตของรายได้แบบออร์แกนิกเป็นไตรมาสที่สองติดต่อกัน สะท้อน “สัญญาณการฟื้นตัวของธุรกิจในจีน” ที่เริ่มปรากฏในงบการเงินของบริษัท
รายได้แบบออร์แกนิกในไตรมาส 4 เพิ่มขึ้น 1% ทรงตัวเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ทั้งปี รายได้ลดลง 1% โดยบริษัทมีรายได้ในไตรมาส 4 อยู่ที่ 22,700 ล้านยูโร สูงกว่าที่นักวิเคราะห์ของ LSEG คาดไว้ที่ 22,200 ล้านยูโร ส่วนรายได้ทั้งปีอยู่ที่ 80,800 ล้านยูโร
LVMH ระบุว่า หากไม่รวมญี่ปุ่น ตลาดเอเชียมีแนวโน้มดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเทียบกับปี 2024 โดยกลับมาเติบโตอีกครั้งในช่วงครึ่งหลังของปี
อย่างไรก็ดี แม้แนวโน้มจะดีขึ้น เบอร์นาร์ด อาร์โนลต์ ซีอีโอ LVMH เตือนว่า “ปี 2026 จะไม่ง่าย” โดยชี้ถึงบริบทเศรษฐกิจที่ “คาดเดาไม่ได้” และ “ปั่นป่วน”
ทั้งนี้ LVMH เป็นบริษัทแม่ของแบรนด์หรูราว 75 แบรนด์ โดยมีธุรกิจแฟชั่นและเครื่องหนังเป็นแหล่งกำไรหลัก และรวมถึงแบรนด์อย่าง Louis Vuitton, Dior และ Fendi ซึ่งมียอดขายแบบออร์แกนิกตลอดทั้งปี ลดลง 5% มากกว่าการลดลง 1% ในปีก่อนหน้า
ในเดือนตุลาคม หุ้น LVMH พุ่งขึ้น 12% ในวันถัดจากที่บริษัทเปิดเผยว่า การเติบโตแบบออร์แกนิกกลับมาเป็นบวกอีกครั้งในไตรมาส 3 ช่วยจุดความหวังให้นักลงทุนว่า ภาวะซบเซาของอุตสาหกรรมลักชัวรีในช่วงสองปีที่ผ่านมา ซึ่งได้รับผลกระทบจากการใช้จ่ายที่ชะลอตัวของผู้บริโภคจีน กำลังเริ่มพลิกฟื้น
“หลังไตรมาส 3 ที่ให้สัญญาณเชิงบวก ความคาดหวังของตลาดต่อไตรมาส 4 น่าจะถูกยกระดับขึ้น” คาโรล มัดโจ นักวิเคราะห์จาก Barclays เขียนไว้ก่อนการประกาศงบของ LVMH
มัดโจคาดว่า ปี 2026 จะยังเป็นปีแห่งการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมลักชัวรี โดยคาดอัตราการเติบโตของทั้งอุตสาหกรรมราว 5–6% ที่อัตราแลกเปลี่ยนคงที่
อย่างไรก็ตาม เธอเตือนว่า “แม้นักลงทุนจะเริ่มมองอุตสาหกรรมนี้ในแง่บวกมากขึ้น แต่ความเสี่ยงยังคงมีอยู่ เนื่องจากมูลค่าหุ้นเริ่มตึงตัว การปรับเพิ่มประมาณการกำไรต่อหุ้น (EPS) ยังไม่เกิดขึ้น และการกลับมาของกลุ่มผู้บริโภคลักชัวรีระดับกลาง ยังไม่แน่นอน”
อ้างอิง: cnbc





