หลังยืดเยื้อมานานเกือบ 20 ปี ในที่สุด ‘สหภาพยุโรป–อินเดีย’ ก็ปิดดีลการค้าเสรีครั้งประวัติศาสตร์ ข้อตกลงนี้ไม่เพียงเปิดตลาดกว่า 2,000 ล้านคน แต่ยังสะท้อนการปรับขั้วเศรษฐกิจโลก เมื่อทั้งอียูและอินเดีย ‘เร่งลดการพึ่งพาสหรัฐ–จีน’
สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า สหภาพยุโรป (EU) และอินเดีย ตกลงทำข้อตกลงการค้าเสรีได้สำเร็จครั้งประวัติศาสตร์ หลังเจรจากันยาวนานเกือบ 20 ปี เพื่อจับมือกันให้แน่นแฟ้นขึ้นทางเศรษฐกิจ และรับมือผลกระทบจากนโยบายภาษีทรัมป์
เออร์ซูลา ฟอน แดร์ ไลเอิน ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป โพสต์ข้อความบนแพลตฟอร์ม X เมื่อวันอังคารว่า “เราปิดดีลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมาได้แล้ว”
“เราได้สร้างเขตการค้าเสรีที่มีประชากรรวมกันกว่า 2,000 ล้านคน ซึ่งทั้งสองฝ่ายจะได้รับประโยชน์ร่วมกัน”
ทั้งฟอน แดร์ ไลเอิน และอันโตนิโอ คอสตา ประธานสภายุโรป เดินทางอยู่ที่กรุงนิวเดลีเพื่อร่วมเป็นสักขีพยานในช่วงเวลาสำคัญนี้
ด้านนายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี ของอินเดีย ซึ่งประกาศความสำเร็จของข้อตกลงตั้งแต่ช่วงต้นวัน ระบุว่า ข้อตกลงดังกล่าวจะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้ภาคการผลิตและภาคบริการของอินเดีย พร้อมทั้งเพิ่มความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อเศรษฐกิจที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 3 ของเอเชีย
คณะกรรมาธิการยุโรประบุในแถลงการณ์เมื่อวันอังคารว่า ข้อตกลงนี้คาดว่าจะช่วยเพิ่มการส่งออกสินค้าของสหภาพยุโรปไปยังอินเดียเป็นสองเท่าภายในปี 2032 ผ่านการยกเลิกหรือปรับลดภาษีศุลกากรสำหรับสินค้า EU ที่ส่งออกไปอินเดียถึง 96.6% ครอบคลุมตั้งแต่รถยนต์และสินค้าอุตสาหกรรม ไปจนถึงไวน์ ช็อกโกแลต และพาสต้า
ขณะเดียวกัน กระทรวงพาณิชย์และอุตสาหกรรมของอินเดียระบุว่า สหภาพยุโรปจะยกเลิกหรือปรับลดภาษีนำเข้าสินค้าจากอินเดียถึง 99.5% ภายในระยะเวลา 7 ปี
ก่อนหน้านี้ สหภาพยุโรปมีความขัดแย้งกับอินเดียมาอย่างยาวนานในประเด็นการค้า ขณะนี้หันมาให้ความสำคัญกับการลดการพึ่งพาทางเศรษฐกิจต่อสหรัฐ และจีน
ขณะที่อินเดียเอง ก็พยายามสลัดภาพลักษณ์ประเทศที่มีนโยบายกีดกันทางการค้า พร้อมรับมือกับมาตรการภาษีทรัมป์ที่สูงถึง 50% ไปพร้อมกับการรักษาสมดุลความสัมพันธ์กับรัสเซีย
“ประเทศต่าง ๆ มีแนวโน้มพร้อมจะ ‘ฝังด้ามขวาน’ มากขึ้น (เลิกตั้งแง่ขัดแย้ง แม้เคยมีปัญหากันมาก่อน) ท่ามกลาง ‘บรรยากาศแห่งความไม่แน่นอน’ จากนโยบายของโดนัลด์ ทรัมป์” อมิเธนดู ปาลิต หัวหน้าทีมวิจัยด้านการค้าและเศรษฐกิจ แห่งสถาบันเอเชียใต้ศึกษากล่าว
เขาเสริมว่า “การกระจายความเสี่ยงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง นั่นแหละคือหัวใจของเกมนี้”
สำหรับข้อตกลงดังกล่าว ถือเป็นข้อตกลงการค้าที่ทะเยอทะยานที่สุดเท่าที่อินเดียเคยลงนาม โดยรัฐบาลนิวเดลีตกลงเปิดทางให้รถยนต์ที่ผลิตในยุโรป เข้าสู่อินเดียได้สูงสุด 250,000 คัน ภายใต้อัตราภาษีพิเศษ ซึ่งเป็นโควตาที่มากกว่าข้อตกลงล่าสุดที่อินเดียทำไว้ถึงกว่า 6 เท่า
นอกจากนี้ อินเดียยังจะทยอยปรับลดภาษีนำเข้าไวน์พรีเมียมจากยุโรป จาก 150% เหลือ 20% ตามเอกสารของคณะกรรมาธิการยุโรป
ข้อตกลงนี้ ยังช่วยให้อินเดียได้เปรียบในการส่งออกสินค้าที่ใช้แรงงานเข้มข้น ซึ่งได้รับผลกระทบหนักจากภาษีในอัตราสูงของทรัมป์ อาทิ เสื้อผ้า เครื่องประดับอัญมณี และรองเท้า
ทั้งนี้ เป็นที่คาดว่า ข้อตกลงดังกล่าวจะมีการลงนามอย่างเป็นทางการหลังผ่านการตรวจทานด้านกฎหมาย ซึ่งน่าจะใช้เวลาประมาณ 6 เดือน และยังต้องได้รับการให้สัตยาบันจากรัฐสภายุโรปด้วย
อ้างอิง: bloomberg





