วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม 2569

Login
Login

‘วิกฤติบอนด์ญี่ปุ่น’ เกิดอะไรขึ้น รอยเลื่อนการเงินโลก สะเทือนถึง ‘สหรัฐ’

‘วิกฤติบอนด์ญี่ปุ่น’ เกิดอะไรขึ้น รอยเลื่อนการเงินโลก สะเทือนถึง ‘สหรัฐ’

‘ตลาดบอนด์ญี่ปุ่น’ เกิดอะไรขึ้น เมื่อยีลด์พุ่ง 4% เงินเยนอ่อนค่า รอยเลื่อนขนาดใหญ่ในระบบการเงินโลก แรงสั่นสะเทือนมูลค่า 7.3 ล้านล้านดอลลาร์ ที่กำลังเขย่าเสถียรภาพการคลังสหรัฐ

ตลาด “พันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่น” กำลังผันผวนอย่างรุนแรง ส่งผลให้ “อัตราผลตอบแทน” หรือบอนด์ยีลด์พุ่งสูงขึ้น ท่ามกลางบรรยากาศการเลือกตั้งก่อนกำหนด  ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

‘วิกฤติบอนด์ญี่ปุ่น’ เกิดอะไรขึ้น รอยเลื่อนการเงินโลก สะเทือนถึง ‘สหรัฐ’

ประมล ดาวัน จาก PIMCO ระบุว่าการที่ อัตราผลตอบแทนพุ่งขึ้นถึง 0.25% ภายในวันเดียวนั้นเป็นเรื่องที่น่าตกใจมาก เพราะในอดีตการเปลี่ยนแปลงระดับนี้ต้องใช้เวลาเป็นเดือนๆ เนื่องจากญี่ปุ่นเป็นตลาดที่ขึ้นชื่อเรื่องความเสถียรและดอกเบี้ยต่ำมาโดยตลอดจนกลายเป็นแหล่งเงินทุนราคาถูกของโลก

อัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 40 ปี พุ่งทะลุ 4% และพันธบัตรอายุ 30 ปี พุ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยปกติถึง 8 เท่า  

ขณะเดียวกัน “ค่าเงินเยน” แข็งค่าขึ้นเกือบ 1% แตะระดับสูงสุดในรอบ  2 เดือนที่ 154.22 เยนต่อดอลลาร์  

 

ทำไม ‘บอนด์ยีลด์ญี่ปุ่น’ พุ่ง ถึงน่ากังวล? 

เหตุการณ์นี้ไม่ใช่แค่เรื่องภายในญี่ปุ่น แต่กระทบถึงกระเป๋าเงิน “คนทั้งโลก” 

เรื่องแรกคือเรื่อง “นโยบายการเมือง และการคลัง” ของญี่ปุ่น โดยนายกรัฐมนตรีทาคาอิจิ ผลักดันนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจขนานใหญ่ และลดภาษี ท่ามกลางหนี้สาธารณะที่สูงถึง 230% ของ GDP ซึ่งสูงที่สุดในกลุ่ม G7 ความกังวลด้านวินัยการคลังทำให้นักลงทุนเทขายพันธบัตร จนอัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาว ทะลุระดับ 4% ซึ่งเป็นระดับที่ไม่มีใครคาดคิด

นักลงทุนกลัวว่ารัฐบาลจะคุมหนี้ไม่อยู่ จนเกิดสภาวะที่เรียกว่า "Truss Moment" ในยุคของรัฐบาล “ลิซ ทรัสส์” อดีตนายกรัฐมนตรีอังกฤษในช่วงปลายปี 2565 ที่ค่าเงินอ่อนค่าลง บอนด์ยีลด์ผันผวนอย่างหนัก หลังจากตลาดเทขายพันธบัตรเพื่อประท้วงนโยบายรัฐ ซึ่งสร้างความวุ่นวายจนเกือบทำให้นโยบายการคลัง และระบบบำนาญของอังกฤษล่มสลายภายในเวลาไม่กี่สัปดาห์

อย่างไรก็ดี  ทาคาอิจิ ก็เอ่ยว่า “รัฐบาลจะดำเนินการตามมาตรการที่จำเป็นเพื่อต่อต้านการเก็งกำไรหรือการเคลื่อนไหวของตลาดที่ผิดปกติอย่างมาก และจะไม่แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของตลาดโดยเฉพาะ” โดยไม่ได้อธิบายเพิ่มเติมในรายการทอล์กโชว์ของสถานีโทรทัศน์ฟูจิ เมื่อถูกถามเกี่ยวกับการเทขายพันธบัตร และการอ่อนค่าของเงินเยน

ถัดมาคือ การเคลื่อนย้ายเงินทุนครั้งมหาศาล ปัจจุบันญี่ปุ่นยืนอยู่ในฐานะเจ้าหนี้รายใหญ่ที่สุดของโลก โดยมีเงินลงทุนสะสมในต่างประเทศมหาศาลกว่า 5 ล้านล้านดอลลาร์

‘วิกฤติบอนด์ญี่ปุ่น’ เกิดอะไรขึ้น รอยเลื่อนการเงินโลก สะเทือนถึง ‘สหรัฐ’

เมื่ออัตราผลตอบแทนพันธบัตรในบ้านตัวเอง (JGB) พุ่งสูงขึ้นจนน่าดึงดูด โดยเฉพาะพันธบัตรอายุ 30 ปีที่มีอัตราผลตอบแทนแซงหน้าประเทศเศรษฐกิจใหญ่อย่างเยอรมนีและจีนไปแล้ว จึงเกิดปรากฏการณ์ “การดึงเงินทุนกลับประเทศ”

เหตุผลสำคัญคือ นักลงทุนญี่ปุ่นไม่จำเป็นต้องแบกรับความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนจากการไปลงทุนไกลถึงต่างแดนอีกต่อไป

เมื่อผลตอบแทนในประเทศเริ่มคุ้มค่าเพียงพอ ผลกระทบที่ตามมาคือ "ความปั่นป่วน" ในระดับโลก เพราะเมื่อนักลงทุนญี่ปุ่นพร้อมใจกันเทขายพันธบัตรสหรัฐ อังกฤษ และเยอรมนี เพื่อนำเงินกลับบ้าน ปริมาณการขายมหาศาลนี้จะกดดันให้ราคาพันธบัตรทั่วโลกร่วงลง และดันให้อัตราดอกเบี้ยทั่วโลกพุ่งสูงขึ้นตามอย่างเลี่ยงไม่ได้

เจมส์ เอเธย์ จาก Marlborough Investment Management กล่าวว่า ปัญหาเรื่องการนำเงินกลับประเทศเป็น “ปัญหาใหญ่ที่ทุกคนมองข้าม” สำหรับตลาดโลก 

สิ่งสำคัญคือ การล่มสลายของ Yen Carry Trade หรือว่ายุค “เงินฟรี” กำลังจะสิ้นสุดลง

ก่อนหน้านี้ นักลงทุนทั่วโลกนิยมยืมเงินเยนที่มีดอกเบี้ยต่ำไปลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกที่มีดอกเบี้ยสูงกว่า  คิดเป็นมูลค่าสูงถึง 4.5 แสนล้านดอลลาร์

‘วิกฤติบอนด์ญี่ปุ่น’ เกิดอะไรขึ้น รอยเลื่อนการเงินโลก สะเทือนถึง ‘สหรัฐ’

เมื่อดอกเบี้ยญี่ปุ่นขาขึ้น และค่าเงินเยนผันผวน "ส่วนต่างกำไร" จะหายไป ทำให้นักลงทุนต้องรีบขายสินทรัพย์ทั่วโลกเพื่อเอาเงินมาคืนหนี้เยน ส่งผลให้ตลาดหุ้นทั่วโลกทรุดตัว

รอยเลื่อนใหญ่ระบบการเงินโลก แรงสั่นสะเทือนมูลค่า 7.3 ล้านล้านดอลลาร์

อาริฟ ฮุสเซน จาก T. Rowe Price เปรียบเทียบวิกฤตินี้เหมือน “รอยเลื่อนแผ่นดินไหว” ขนาดใหญ่ในตลาด JGB ที่มีมูลค่าสูงถึง 7.3 ล้านล้านดอลลาร์

จุดเริ่มต้นเกิดขึ้นตั้งแต่  BOJ ยุติการใช้อัตราดอกเบี้ยติดลบในเดือนมี.ค.2567 ตลาดเกิดภาวะผันผวนรุนแรงกว่าปกติถึง 9 ครั้ง โดยเฉพาะในวันที่ 20 ม.ค.ที่ผ่านมา ที่มูลค่าพันธบัตรหายไปถึง 4.1 หมื่นล้านดอลลาร์ ภายในวันเดียว หลังจากบอนด์ยีลด์อายุ 30 ปี พุ่งขึ้นแรงกว่าค่าเฉลี่ยปกติในรอบ 5 ปีถึง 8 เท่า

สเตฟาน ริทเนอร์ จาก Allianz Global Investors ในโตเกียวมองว่าตลาด JGB กำลังอยู่ในช่วง "เปลี่ยนผ่านที่เปราะบาง" จากเดิมที่ BOJ เคยเป็นผู้ซื้อรายใหญ่ ตอนนี้ BOJ กำลังถอยออก และปล่อยให้กลไกตลาดทำงานเอง ซึ่งกระทบต่อภาคเศรษฐกิจ และการเมือง

หากไม่มีการเปลี่ยนแปลงนโยบายใดๆ  ซึ่งอาจเห็น Yield พันธบัตร 10 ปี พุ่งไปแตะ 3.5% ในอนาคต

ผลกระทบลูกโซ่จากโตเกียวสู่ ‘ดาวอส-วอชิงตัน’

ความปั่นป่วนนี้ลามไปถึง “ตลาดสหรัฐ” จนสก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐต้องสายตรงหา ซัตสึกิ คาตายามะ รัฐมนตรีคลังญี่ปุ่น เพื่อหารือเรื่องผลกระทบ 

Goldman Sachs วิเคราะห์ว่า ทุกๆ 0.10% ที่ดอกเบี้ยญี่ปุ่นพุ่งขึ้น จะดึงให้ดอกเบี้ยสหรัฐพุ่งตามไป 0.02-0.03% 

นอกจากนี้ยังมีสัญญาณการเข้าแทรกแซงค่าเงินจากธนาคารกลางสหรัฐสาขานิวยอร์ก ด้วยการติดต่อสถาบันการเงินเพื่อสอบถามเกี่ยวกับอัตราแลกเปลี่ยนของเงินเยน ซึ่งสะท้อนว่ารัฐบาลสหรัฐภายใต้การนำของทรัมป์ที่กังวลว่าปัญหาในญี่ปุ่นคือ ภัยคุกคามโดยตรงต่อความมั่นคงของตลาดอเมริกา

‘วิกฤติบอนด์ญี่ปุ่น’ เกิดอะไรขึ้น รอยเลื่อนการเงินโลก สะเทือนถึง ‘สหรัฐ’

แอนโทนี ดอยล์ นักวิเคราะห์จาก  Pinnacle Investment Management กล่าวว่า “หากเงินเยนอ่อนค่าลงอย่างมาก ญี่ปุ่นต้องใช้เครื่องมือที่เร็วที่สุดคือ การขายเงินสำรอง รวมถึงพันธบัตรของรัฐบาลสหรัฐเพื่อปกป้องค่าเงินเยน  ซึ่งจะทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐพุ่งสูงขึ้นในทันที”

เป็นไปได้ว่าญี่ปุ่นไม่ใช่ "ตู้เอทีเอ็มดอกเบี้ย 0%" ของโลกอีกต่อไป เมื่อเจ้าหนี้รายใหญ่ที่สุดของโลกเริ่มเก็บเงินกลับบ้าน และขึ้นดอกเบี้ย ต้นทุนทางการเงินของทุกคนบนโลกจะแพงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

 

 

อ้างอิง Bloomberg Reuters

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์