‘ทรัมป์’ เดินเกมระเบียบโลกใหม่ อาจจะกำลังบีบมิตรเข้าหา ‘ศัตรู’ ส่วนจีนขยายอำนาจในยุค ‘Donroe Paradox’ กระชับสัมพันธ์แน่นแฟ้นตั้งแต่ยุโรป อินเดียไปถึงตะวันออกกลาง
ในขณะที่ โดนัลด์ ทรัมป์ พยายามใช้ยุทธวิธีข่มขู่และมาตรการภาษีเพื่อกีดกัน “จีน” สิ่งที่เกิดขึ้นกลับกลายเป็นปรากฏการณ์ย้อนแย้งที่เรียกว่า "Donroe Paradox" คือสถานการณ์ที่เกิดความย้อนแย้งขึ้นในเวทีโลก ซึ่งความพยายามของทรัมป์กลับไปเสริมสร้างบารมีให้ “สี จิ้นผิง” กลายเป็นทางเลือกที่ "คาดเดาได้" มากกว่าในสายตาชาวโลก
ทรัมป์ประกาศชัดเจนว่ามีเพียง "ศีลธรรมและความคิดของตนเอง" เท่านั้นที่เป็นเครื่องจำกัดอำนาจ ส่งผลให้พันธมิตรดั้งเดิมของสหรัฐ เริ่มรู้สึกไม่มั่นคงและจำเป็นต้องหาทาง "ป้องกันความเสี่ยง" โดยการหันไปพึ่งพาจีนในบางส่วนแทน
‘สหภาพยุโรป’ จากกฎหมายต้านจีน สู่ความระแวงต่อสหรัฐ
ยุโรปกำลังตกอยู่ในสภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก เมื่อทรัมป์ใช้ยุทธวิธีบีบบังคับ เช่น กรณีข่มขู่จะเพิ่มภาษีเพื่อบีบให้เดนมาร์กขายเกาะ “กรีนแลนด์” ซึ่งในอดีตสมัยประธานาธิบดีทรูแมนในปี 1945 สหรัฐเคยเสนอซื้อในราคา 100 ล้านดอลลาร์ หรือเทียบเท่า 1.4 พันล้านดอลลาร์ ในปัจจุบัน
ส่งผลให้ EU ที่เดิมทีพัฒนา "กฎหมายตอบโต้การบีบบังคับทางเศรษฐกิจ" เพื่อใช้กับจีน กรณีลิทัวเนียในปี 2021 แต่กลับเริ่มพิจารณาใช้เครื่องมือนี้กับสหรัฐแทน
ขณะที่ผู้นำเยอรมนีมีแผนเดินทางไปเยือนปักกิ่งในเดือนหน้าเพื่อรักษาผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ
กลยุทธ์ใหม่ของ ‘แคนาดา’
มาร์ค คาร์นีย์ นายกรัฐมนตรีแคนาดา ประกาศในเวที World Economic Forum (Davos) ถึงการสิ้นสุดของโลกที่ยึดกฎหมายเป็นหลัก และเสนอแนวทาง "เรขาคณิตที่เปลี่ยนแปลงได้" (Variable Geometry) ซึ่งเน้นการสร้างพันธมิตรที่ยืดหยุ่นตามรายประเด็นแทนการเลือกข้างถาวร
ตัวอย่างที่ชัดเจนคือการที่คาร์นีย์เดินทางไปปักกิ่งเพื่อประกาศ "ความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์" และลงนามข้อตกลงต้อนรับ รถยนต์ไฟฟ้าจีน (EVจีน) เข้าสู่ตลาดแคนาดา ซึ่งเป็นการดำเนินนโยบายที่สวนทางกับสหรัฐ ที่ยังคงใช้กำแพงภาษีสูงลิ่วเพื่อกีดกันสินค้าจีน
สถานทูตขนาดใหญ่ใน ‘สหราชอาณาจักร’
รัฐบาลอังกฤษภายใต้การนำของ เคียร์ สตาร์เมอร์ แสดงท่าทีประนีประนอมกับจีนอย่างเห็นได้ชัดเพื่อผลประโยชน์ทางการค้า
ในสัปดาห์นี้ได้มีการอนุมัติการสร้าง "สถานทูตขนาดใหญ่" (Mega Embassy) ของจีนในพื้นที่ประวัติศาสตร์ Royal Mint Court ที่ลอนดอน ซึ่งจะเป็นสถานทูตที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่ง
นอกจากนี้ สตาร์เมอร์ยังมีกำหนดการเดินทางไปพบ สี จิ้นผิง ที่ปักกิ่งในสัปดาห์หน้า เพื่อรื้อฟื้นความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและหาลู่ทางทางการค้าใหม่ๆ ในช่วงที่ความเชื่อมั่นต่อสหรัฐลดถอยลง
‘อินเดีย’ คำนวณแคลคูลัสทางการเมือง
นายกรัฐมนตรี “นเรนทรา โมดี” ดำเนินนโยบายต่างประเทศแบบที่เรียกว่าเป็น "การคำนวณเชิงแคลคูลัส" เพื่อรักษาสมดุลอำนาจ
แม้อินเดียจะเป็นพันธมิตรความมั่นคงกับสหรัฐในกลุ่ม Quad แต่เมื่อถูกทรัมป์กดดันด้วยการขึ้นภาษีสินค้าอินเดีย จากชนวนเหตุที่โมดีไม่ให้เครดิตทรัมป์เรื่องการหยุดยิงกับปากีสถาน โมดีก็ไม่ลังเลที่จะหันไปกระชับความสัมพันธ์กับ สี จิ้นผิง และปูติน ในกลุ่ม BRICS ทันที เพื่อใช้จีนเป็นเครื่องมือถ่วงดุลอำนาจสหรัฐฯ ที่ขาดความสม่ำเสมอ
‘จีน’ ผู้ปล่อยกู้รายใหญ่ตะวันออกกลาง
จีนได้ก้าวเข้ามาเป็นผู้เล่นทางการเงินที่สำคัญในภูมิภาคอ่าวเปอร์เซีย โดยในปี 2568 ธนาคารของจีนได้กลายเป็น “ผู้ปล่อยกู้รายใหญ่ที่สุด” แซงหน้าสถาบันการเงินตะวันตก
ขณะเดียวกัน การที่ทรัมป์ข่มขู่จะยึดครองพื้นที่พันธมิตร เช่น กรีนแลนด์ ทำให้ประเทศอย่างญี่ปุ่นและเกาหลีใต้เริ่มตั้งคำถามถึงความปลอดภัยภายใต้ "ร่มเงานิวเคลียร์" ของสหรัฐ และเริ่มหยิบยกประเด็นการครอบครองอาวุธนิวเคลียร์เองขึ้นมาหารือ เพื่อเป็นประกันในโลกที่ผู้นำโลกเสรีเดิมไม่สามารถไว้วางใจได้อีกต่อไป
อ้างอิง Bloomberg





