มติพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม เลือก ‘โต เลิม’ ขึ้นนำพรรคอย่างเป็นทางการ ตอกย้ำทิศทางอำนาจที่พรรคต้องการวางไว้ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของประเทศ เมื่อเวียดนามกำลังเดินหน้าปฏิรูปครั้งใหญ่ ตั้งเป้าเร่งเศรษฐกิจสู่การเติบโต ‘ระดับเลขสองหลัก’
เว็บไซต์นิกเกอิ เอเชียรายงานว่า พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม ซึ่งเป็นพรรครัฐบาล มีมติเลือก “โต เลิม” ขึ้นเป็น “ผู้นำพรรคคนใหม่” เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ขณะที่ ฝ่าม มิงห์ จิ๋งห์ นายกรัฐมนตรี และเลือง เกื่อง ประธานาธิบดีคนปัจจุบัน เตรียมพ้นตำแหน่งภายในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า
โต เลิม วัย 68 ปี อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงความมั่นคงสาธารณะ เข้ารับตำแหน่งผู้นำสูงสุดของพรรคตั้งแต่ปี 2024 หลังเหงียน ฝู จ่อง ผู้นำคนก่อนเสียชีวิตระหว่างดำรงตำแหน่ง การเลือกตั้งครั้งนี้ทำให้ “โต เลิม” จะดำรงตำแหน่งต่อไปจนถึงปี 2030
นับตั้งแต่ก้าวขึ้นเป็นผู้นำ เวียดนามได้เดินหน้าการปฏิรูปครั้งใหญ่ที่สุดในรอบกว่า 40 ปี พร้อมตั้งเป้าการเติบโตทางเศรษฐกิจในระดับสูงอย่างชัดเจน
“ต่อหน้าที่ประชุมทั้งหมด คณะกรรมการกลางพรรคชุดที่ 14 ขอประกาศความจงรักภักดีอย่างสมบูรณ์ต่อเป้าหมายและอุดมการณ์ของพรรค ยึดผลประโยชน์ของชาติเป็นอันดับแรก ยืนหยัดในเอกราชและการพึ่งพาตนเอง และปกป้องมาตุภูมิและประชาชนอย่างเด็ดเดี่ยว” โต เลิมกล่าวต่อผู้แทน ในพิธีปิดการประชุมพรรคซึ่งจัดขึ้นทุก 5 ปี และใช้เวลานานหนึ่งสัปดาห์ ณ กรุงฮานอย
เมื่อปีที่ผ่านมา ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของเวียดนามขยายตัว 8% ซึ่งเป็นอัตราการเติบโตเร็วเป็นอันดับสองในรอบ 15 ปี โดยรัฐบาลตั้งเป้ายกระดับการเติบโตเป็นอย่างน้อย 10% ต่อปีในช่วงปี 2026–2030 และภายในปี 2045 ซึ่งตรงกับวาระครบรอบ 100 ปีของประเทศ ผู้นำเวียดนามตั้งเป้าที่จะยกระดับประเทศสู่สถานะ “ประเทศรายได้สูง”
“การเติบโตทางเศรษฐกิจจะเป็นวาระสำคัญอันดับต้น ๆ ของรัฐบาลเวียดนามในช่วง 5 ปีข้างหน้า สภาพแวดล้อมทางธุรกิจจะถูกปรับให้เอื้อต่อนักลงทุนมากขึ้น เพื่อบรรลุเป้าหมายการเติบโตแบบเลขสองหลักต่อปี” อเล็กซานเดอร์ แอล. วูวิง ศาสตราจารย์จาก Daniel K. Inouye Asia-Pacific Center for Security Studies เมืองโฮโนลูลู รัฐฮาวายกล่าว
เขายังระบุว่า เวียดนามจะเร่งผลักดันการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลอย่างจริงจัง และจะเดินหน้ากระชับความสัมพันธ์กับมหาอำนาจทุกฝ่ายต่อไป ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐ จีน รัสเซีย สหภาพยุโรป ญี่ปุ่น และอินเดีย
ทั้งนี้ การประชุมพรรคได้เลือกสมาชิกกรมการเมือง (โปลิตบูโร) จำนวน 19 คน ซึ่งเป็นองค์กรผู้นำที่ทรงอำนาจสูงสุดของพรรคในช่วง 5 ปีข้างหน้า โดยในจำนวนนี้มี 10 คนที่ได้รับเลือกกลับเข้ามาดำรงตำแหน่งอีกครั้ง
สำหรับสมาชิกคนอื่น ๆ ของโปลิตบูโรชุดใหม่ ได้แก่ เล มิงห์ ฮุ่ง อดีตผู้ว่าการธนาคารกลาง และบุตรชายของ เล มิงห์ เฮือง อดีตเจ้าหน้าที่ระดับสูงด้านความมั่นคงสาธารณะ นอกจากนี้ยังมี เหงียน แท็งห์ หงี บุตรชายคนโตของ เหงียน เติ๋น สุง อดีตนายกรัฐมนตรี
ด้าน เจิ่น แท็งห์ มาน ประธานสมัชชาแห่งชาติ ได้รับเลือกกลับเข้าสู่โปลิตบูโรอีกครั้ง พร้อมด้วย ฟาน วัน ซาง รัฐมนตรีกลาโหม และเลือง ตั้ม กว๋าง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงความมั่นคงสาธารณะ
ทั้งนี้ เวียดนามเป็นรัฐพรรคเดียว โดยใช้โครงสร้างการแบ่งอำนาจที่เรียกว่า “ระบบสี่เสาหลัก” ซึ่งกระจายอำนาจการนำประเทศออกเป็น 4 ตำแหน่ง ได้แก่ เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์ ประธานาธิบดี นายกรัฐมนตรี และประธานสมัชชาแห่งชาติ ระบบดังกล่าวถูกออกแบบมาเพื่อป้องกันไม่ให้อำนาจถูกรวมศูนย์อยู่ที่บุคคลเพียงคนเดียว
อย่างไรก็ตาม ในช่วงหลัง พรรคได้เพิ่มตำแหน่ง “เลขาธิการถาวรของพรรค” เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของวงในผู้นำสูงสุด โดยตำแหน่งผู้นำพรรคซึ่ง “โต เลิม” ดำรงอยู่ ยังคงถูกมองว่าเป็นตำแหน่งที่ทรงอิทธิพลที่สุด
อ้างอิง: nikkei





