วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม 2569

Login
Login

สหรัฐเสี่ยงเจอ ‘วิกฤติไฟดับ’ หลัง AI ดูดไฟหนักใกล้ ‘เส้นแดง’

สหรัฐเสี่ยงเจอ ‘วิกฤติไฟดับ’ หลัง AI ดูดไฟหนักใกล้ ‘เส้นแดง’

เบื้องหลังการเติบโตของ AI กำลังซ่อน ‘ต้นทุนที่ประชาชนต้องจ่าย’ เมื่อศูนย์ข้อมูล AI ดูดไฟมหาศาลไม่รู้จบ ผลักสหรัฐเข้าใกล้ ‘วิกฤติไฟฟ้า’ ตั้งแต่บิลค่าไฟที่พุ่งไม่หยุด ไปจนถึงความเสี่ยงไฟดับกะทันหันที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ

ในขณะปัญญาประดิษฐ์ก้าวเติบโตอย่างรวดเร็ว แต่ความสำเร็จนี้กลับแลกมาด้วย “ความเสี่ยงครั้งใหญ่” ต่อระบบโครงสร้างพื้นฐานของสหรัฐ เมื่อการขยายตัวของศูนย์ข้อมูล AI ที่ผุดเป็นดอกเห็ด กำลังผลักดันให้ PJM Interconnection ซึ่งเป็นผู้ดำเนินการโครงข่ายไฟฟ้าที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ เข้าใกล้ “วิกฤติอุปทานพลังงาน” มากขึ้นเรื่อย ๆ และนี่กำลังทำให้ “ปัญหาไฟดับมืดกะทันหัน” กลายเป็นเรื่องใกล้ตัวขึ้นมา

“เมื่อไม่กี่ปีก่อน ผมคิดว่าความเสี่ยงไฟดับของ PJM ยังอยู่บนขอบฟ้า แต่ตอนนี้มันเหมือนเดินข้ามถนนมาอยู่ตรงหน้าแล้ว” มาร์ก คริสตี อดีตประธานคณะกรรมการกำกับดูแลพลังงานของรัฐบาลกลางสหรัฐ (Federal Energy Regulatory Commission) กล่าว

PJM คาดว่า ความต้องการใช้ไฟฟ้าจะเพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 4.8% ในช่วง 10 ปีข้างหน้า ซึ่งถือเป็นอัตราที่น่าตกใจสำหรับระบบที่แทบไม่เคยเห็นเช่นนี้มาก่อน

สำหรับ PJM เป็นผู้ดูแลตลาดไฟฟ้าที่จ่ายพลังงานให้ประชาชนอเมริกันราว 67 ล้านคน ครอบคลุมพื้นที่ 13 รัฐในสหรัฐ ตั้งแต่รัฐนิวเจอร์ซีย์ไปจนถึงรัฐเคนทักกี รวมถึงศูนย์ข้อมูลจำนวนมหาศาลในรัฐเวอร์จิเนียตอนเหนือ จนได้รับฉายาว่า “Data Center Alley” แหล่งรวมศูนย์ข้อมูลของบริษัทยักษ์เทคฯ ที่ต้องการไฟฟ้าสูงอย่างไม่เคยมีมาก่อน

ผลที่ตามมาคือ ค่าไฟปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว โรงไฟฟ้าเก่าถูกปลดระวางเร็วกว่าโรงใหม่จะสร้างเสร็จ และกำลังการผลิตไฟฟ้า “เริ่มเข้าใกล้ขีดจำกัด” โดยเฉพาะในช่วงคลื่นความร้อนหรืออากาศหนาวจัด ซึ่งอาจบีบให้ PJM ต้องใช้มาตรการ “ตัดไฟเป็นช่วง ๆ” เพื่อป้องกันความเสียหายต่อโครงสร้างระบบไฟฟ้า

ปัญหาซ้อนปัญหา: โรงไฟฟ้าหาย แต่ดีมานด์พุ่ง

หนึ่งในจุดเปราะบางที่สุดของปัญหาค่าไฟแพงในสหรัฐ คือ จังหวะอุปสงค์และอุปทานไฟฟ้าเคลื่อนสวนทางกันอย่างรุนแรง โดยเฉพาะใน “รัฐเวอร์จิเนีย” ซึ่งกลายเป็นศูนย์กลางดาต้าเซ็นเตอร์ AI ที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ

บริษัทสาธารณูปโภค Dominion Energy เปิดเผยว่า คำขอเชื่อมต่อไฟฟ้าจากโครงการศูนย์ข้อมูลที่ยื่นเข้ามาในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา รวมกันแล้วต้องการกำลังผลิตมากกว่า 40 กิกะวัตต์ ซึ่งมากพอจะทำให้บ้านเรือนอย่างน้อย 10 ล้านหลังสว่างไสวได้

ตัวเลขนี้ไม่เพียงสะท้อนความต้องการไฟฟ้าที่ “พุ่งแบบก้าวกระโดด” แต่ยังสูงกว่ากำลังการผลิตไฟฟ้าทั้งหมดของเครือข่าย Dominion ในรัฐเวอร์จิเนีย ณ สิ้นปี 2024 ถึงเกือบสองเท่า

กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ แม้จะยังไม่ได้อนุมัติโครงการทั้งหมด แค่เพียงคำขอใช้ไฟอย่างเดียว ก็ “เกินศักยภาพของระบบ” ไปแล้ว และ Dominion คาดว่า ภายในปี 2039 ความต้องการไฟฟ้าสูงสุดของรัฐจะเพิ่มเป็นสองเท่าจากระดับปัจจุบัน ซึ่งถือเป็นอัตราการเติบโตที่ระบบไฟฟ้าแบบเดิมแทบไม่เคยเผชิญมาก่อน

ในขณะที่ฝั่งดีมานด์เร่งตัวอย่างรุนแรง ฝั่งอุปทานกลับเผชิญข้อจำกัดซ้อนกันหลายชั้น
โรงไฟฟ้าถ่านหิน ก๊าซธรรมชาติ และนิวเคลียร์จำนวนมากในพื้นที่ของ PJM ทยอยปิดตัวลงอย่างต่อเนื่องตลอดทศวรรษที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งเป็นผลจากนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมของรัฐต่าง ๆ ที่ต้องการลดการปล่อยคาร์บอน อีกส่วนมาจากเหตุผลทางเศรษฐศาสตร์ล้วน ๆ

หลังการปฏิวัติก๊าซจากชั้นหินดินดาน ก๊าซธรรมชาติมีปริมาณล้นตลาดและราคาถูกลงอย่างมาก ทำให้โรงไฟฟ้าถ่านหินและนิวเคลียร์เผชิญการแข่งขันที่ยากลำบาก

ขณะเดียวกัน ต้นทุนพลังงานหมุนเวียนอย่างลมและแสงอาทิตย์ก็ลดลงอย่างรวดเร็ว จนทำให้โรงไฟฟ้าแบบดั้งเดิมหลายแห่ง ไม่คุ้มค่าจะเดินเครื่องต่อ หรือไม่คุ้มจะลงทุนซ่อมบำรุงระยะยาว

ผลลัพธ์คือ ระบบไฟฟ้าสหรัฐกำลังเข้าสู่ภาวะที่ “โรงไฟฟ้าเก่าหายไป เร็วกว่าโรงใหม่จะสร้างเสร็จ”

ขณะเดียวกัน การสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ ไม่ว่าจะเป็นก๊าซ นิวเคลียร์ หรือแม้แต่พลังงานหมุนเวียนขนาดใหญ่ ต้องเผชิญกระบวนการอนุญาต การคัดค้านในพื้นที่ และข้อจำกัดด้านสายส่งที่แตกต่างกันไปในกฎหมายแต่ละมลรัฐ ซึ่งใช้เวลาหลายปี ไม่สอดคล้องกับความต้องการไฟฟ้าจากศูนย์ข้อมูล AI ที่เพิ่มขึ้นแทบจะ “รายปี”

ช่องว่างระหว่างดีมานด์ที่พุ่งขึ้นอย่างฉับพลัน กับอุปทานที่ขยายตัวได้ช้า กลายเป็นแรงกดดันโดยตรงต่อราคาค่าไฟฟ้าในตลาด เมื่อระบบต้องพึ่งโรงไฟฟ้าที่ต้นทุนสูงขึ้นในช่วงพีค หรือจ่ายเงินให้ผู้ใช้ไฟรายใหญ่ลดการใช้ไฟ ค่าใช้จ่ายเหล่านี้ สุดท้ายก็ดูเหมือนถูกผลักกลับมาที่ผู้บริโภคทั่วไป

เมื่อโครงสร้างพลังงานเปลี่ยนผ่านไม่ทันเศรษฐกิจ AI และหากไม่มีการแก้ไขเชิงระบบ ก็อาจกลายเป็น “ตัวเร่งวิกฤติ” ที่ทำให้เผชิญค่าไฟที่แพงขึ้น รวมถึงความเสี่ยงไฟดับที่สูงขึ้นเรื่อย ๆ 

การเมืองพลังงานเริ่มปะทุ

ความตึงเครียดลุกลามสู่เวทีการเมือง เมื่อจอร์ช ชาพิโร ผู้ว่าการรัฐเพนซิลเวเนีย ยื่นคำร้องต่อหน่วยงานกำกับ เพื่อขอจำกัดการขึ้นค่าไฟ พร้อมวิจารณ์ว่า เสียงของผู้บริโภคและผู้แทนที่มาจากการเลือกตั้ง แทบไม่ถูกนับรวมในกระบวนการตัดสินใจ ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ “ยอมรับไม่ได้”

แรงกดดันไม่ได้จำกัดอยู่แค่เพนซิลเวเนีย ในรัฐนิวเจอร์ซีย์ ค่าไฟฟ้าครัวเรือน “พุ่งขึ้นราว 20% ภายในเดือนเดียว” ในเดือนมิถุนายน กลายเป็นชนวนความไม่พอใจในวงกว้าง จนประเด็นค่าไฟแพงถูกยกขึ้นเป็นหนึ่งในวาระหลักของการหาเสียงเลือกตั้ง มิกกี เชอร์ริล ผู้ว่าการรัฐคนใหม่ประกาศชัดว่า จะจัดปัญหาค่าไฟให้เป็น “ภาวะฉุกเฉิน” ทางนโยบาย ตั้งแต่วันแรกที่เข้ารับตำแหน่ง

สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ผู้ว่าการรัฐหลายแห่งในเครือข่าย PJM เริ่มส่งสัญญาณแข็งกร้าวมากขึ้น ถึงขั้นขู่ว่าจะถอนตัวออกจากตลาด PJM หากไม่สามารถควบคุมต้นทุนพลังงานได้ 

อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติ การแยกตัวออกจาก PJM ไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจากสาธารณูปโภคในหลายรัฐ ไม่ได้เป็นเจ้าของโรงไฟฟ้าเอง และการถอนตัวใด ๆ ยังต้องได้รับการอนุมัติจากหน่วยงานของรัฐบาลกลาง

ความตึงเครียดนี้ ยิ่งตอกย้ำปัญหาเชิงโครงสร้างของ PJM ซึ่งแตกต่างจากตลาดไฟฟ้าในรัฐเดียวอย่างแคลิฟอร์เนีย นิวยอร์ก หรือเท็กซัส เพราะ PJM ครอบคลุมถึง 13 รัฐ ที่มีแนวนโยบายพลังงานและสิ่งแวดล้อมแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง บางรัฐเร่งลดคาร์บอนและปิดโรงไฟฟ้าถ่านหิน ขณะที่บางรัฐต้องการคงกำลังการผลิตแบบดั้งเดิมเพื่อควบคุมค่าไฟ

ในขณะเดียวกัน ยักษ์ใหญ่ด้านเทคฯอย่าง Amazon, Alphabet และ Microsoft ได้ออกโรง “คัดค้าน” กฎระเบียบที่เสนอให้ศูนย์ข้อมูลต้องสร้างแหล่งพลังงานของตนเอง หรือยอมปิดระบบในช่วงที่ความต้องการใช้ไฟฟ้าพุ่งสูง

ใกล้เส้นแดงมากขึ้นทุกที

ย้อนไปในช่วงฤดูร้อนที่ผ่านมา คลื่นความร้อนต่อเนื่องหลายระลอก ได้ผลักความต้องการใช้ไฟฟ้าบนโครงข่ายของ PJM Interconnection ขึ้นไปใกล้ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ระบบไฟฟ้าถูกทดสอบอย่างหนักจนแทบไม่เหลือ “พื้นที่กันชน” สำหรับความผิดพลาด แม้เพียงเล็กน้อย

ในบางช่วง PJM ต้องสั่งให้โรงไฟฟ้าทุกแห่งเดินเครื่องเต็มกำลังพร้อมกัน ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่ปกติแทบไม่เกิดขึ้น และยังต้องพึ่งพามาตรการฉุกเฉินอย่าง “Demand Response” ด้วยการจ่ายเงินชดเชยให้โรงงานอุตสาหกรรมและผู้ใช้ไฟรายใหญ่บางส่วน ให้ลดหรือหยุดการใช้ไฟชั่วคราว เพื่อดึงโหลดออกจากระบบ หวังหลีกเลี่ยงไฟดับเป็นวงกว้าง ที่อาจกระทบประชาชนหลายล้านคน

มาตรการเหล่านี้สะท้อนความจริงสำคัญว่า โครงข่ายไฟฟ้ากำลังถูกใช้งาน “ใกล้ขีดจำกัดเชิงกายภาพมากขึ้นเรื่อย ๆ” และเมื่อระบบต้องพึ่งการขอความร่วมมือ แทนกำลังการผลิตที่แท้จริง ต้นทุนก็ย่อมสูงขึ้น ซึ่งสุดท้ายถูกส่งต่อมายังค่าไฟของผู้บริโภค

บทเรียนจากรัฐเท็กซัสเดือนกุมภาพันธ์ ในปี 2021 ยังคงหลอกหลอนผู้กำหนดนโยบายพลังงานของสหรัฐ เหตุไฟดับครั้งใหญ่จากอากาศหนาวจัด ทำให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 200 คน และประชาชนจำนวนมากต้องอยู่โดยไม่มีไฟฟ้าใช้ นานถึง 4 วัน 

เมื่อโครงข่ายไฟฟ้าล้มเหลว ผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่แค่เศรษฐกิจ แต่สามารถลุกลามถึงชีวิตและความปลอดภัยของประชาชน

สำหรับ PJM ความเสี่ยงดังกล่าวยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นในยุค AI เพราะศูนย์ข้อมูลไม่ได้ใช้ไฟแบบ “ขึ้น ๆ ลง ๆ” ตามสภาพอากาศหรือพฤติกรรมผู้บริโภคทั่วไป แต่ต้องการไฟฟ้า “ตลอด 24 ชั่วโมง ไม่มีวันหยุด” และมีความอ่อนไหวสูงต่อการสะดุดของระบบ แม้เพียงเสี้ยววินาทีเดียว

ผู้เฝ้าระวังตลาดไฟฟ้าเตือนอย่างตรงไปตรงมาว่า หากยังเปิดรับศูนย์ข้อมูลใหม่เข้าสู่ระบบอย่างต่อเนื่อง โดยไม่บังคับให้ลงทุนแหล่งพลังงานของตัวเอง หรือไม่กำหนดเงื่อนไขจำกัดการใช้ไฟในช่วงวิกฤติ PJM อาจถูกบีบให้เข้าสู่บทบาทใหม่ที่เสี่ยงกว่าเดิม อาจต้องจัดสรรไฟดับ ว่าใครควรถูกตัดไฟก่อน–หลัง

เมื่อเส้นแบ่งระหว่างค่าไฟแพงกับไฟดับจริงบางลงทุกที คำถามสำคัญคือ สหรัฐควรปล่อยให้เศรษฐกิจ AI เติบโตบนโครงข่ายไฟฟ้าที่ตึงตัวเช่นนี้ต่อไปหรือไม่ หรือถึงเวลาแล้วที่ต้นทุนความเสี่ยง ควรถูกผลักกลับไปยังผู้ใช้ไฟรายใหญ่ อย่างศูนย์ข้อมูลและยักษ์เทคฯ แทนที่จะปล่อยให้ภาระตกอยู่กับประชาชนทั่วไป

อ้างอิง: abcwsjguardianutility