เดินทางมาถึงวันสุดท้ายของงานประชุม The World Economic Forum 2026 "จิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา" ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บิทคับ แคปปิตอล กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ ใหสัมภาษณ์พิเศษ "กรุงเทพธุรกิจ" ถึงเทรนด์ที่ทั้งโลกกำลังจะไปในปี 2026 ซึ่งเป็นข้อสรุปของงานประชุมทั้งหมด 5 วันนี้ว่า โลกกำลังเข้าสู่ยุคใหม่ที่เรียกว่า Power Accumulation Era หรือ ยุคแห่งการสะสมอำนาจ ซึ่งแตกต่างจากเดิมที่เป็น Rules-Based Era หรือ ยุคที่ยึดกฎระเบียบที่ทุกประเทศเคารพกฎระเบียบระหว่างประเทศ
เมื่อถูกถามถึงภาพที่เห็นจากเวทีสำคัญ 2 ช่วงคือการปราศรัยของโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ และมุมมองจากฝั่งเหอ หลี่เฟิง รองนายกรัฐมนตรีของจีน จิรายุสระบุว่าเห็นภาพชัดเจนมากว่าโลกกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และสามารถแบ่งเป็น 4-5 ธีมสำคัญที่จะขับเคลื่อนโลกในอนาคต
ธีมแรก จาก Rules-Based International Order ไปสู่ Power Accumulation Era
"ในอดีตโลกขับเคลื่อนด้วยการเคารพกฎกติการะหว่างประเทศ ไม่ต้องพกปืนเยอะ ไม่ต้องระแวงใคร เน้นทำธุรกิจเป็นหลัก แต่ตอนนี้เปลี่ยนแล้ว ประเทศที่จะเป็นพี่ใหญ่ของโลกไม่ใช่แค่ประเทศที่มีเศรษฐกิจดีหรือ market size (ขนาดตลาด) ใหญ่อีกต่อไป แต่เป็นประเทศที่ควบคุมพลังงาน ความมั่นคงทางอาหาร และ โครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญยิ่งด้านเทคโนโลยี" เขากล่าว
เขายกตัวอย่างว่าทรัมป์ประกาศว่าเพียงแค่น้ำมันของอเมริกากับเวเนซุเอลารวมกันก็คิดเป็น 65% ของน้ำมันทั่วโลก ขณะที่บริษัทเทคโนโลยีอย่าง Nvidia ตอนนี้มีมูลค่าเท่ากับผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศของประเทศเยอรมนีทั้งหมด และคนที่เข้าคิวไปฟังการบรรยายของ เจนเซน หวง ซีอีโอ Nvidia กับ อีลอน มัสก์ ยังมากกว่าการฟังผู้นำประเทศระดับ middle power หรือผู้นำในประเทศอำนาจระดับกลาง อย่างนายกรัฐมนตรีอินโดนีเซียหรือแคนาดา
"อำนาจมันเปลี่ยนกลายเป็นไปอยู่ในมือของ 'คน' ที่ควบคุมพลังงาน แพลตฟอร์มเทคโนโลยี และ ความมั่นคงทางอาหารของโลก" เขากล่าว
ธีมที่สองคือการเปลี่ยนแปลงของ รูปแบบการค้า
จิรายุสชี้ว่าการค้าโลกไม่ได้เน้นประสิทธิภาพ หรือ การค้าเสรี อีกต่อไป แต่เปลี่ยนเป็น resilience-based trade หรือ การค้าที่เน้นความยืดหยุ่น ที่เน้นการแบ่งพรรคแบ่งพวก
"มันเป็น regionalization หรือ การรวมกลุ่มในภูมิภาค มากกว่า globalization หรือ โลกาภิวัตน์ ประเทศต่างๆ จะค้าขายกันในกลุ่มที่คิดเหมือนกัน มีวัฒนธรรมคล้ายกัน และเชื่อใจกันได้ พร้อมกับกระจายความเสี่ยงด้วยการเพิ่มจำนวนคู่ค้า และเน้นการบริโภคภายในประเทศมากขึ้น การค้าเปลี่ยนจากห่วงโซ่อุปทานที่เน้นประสิทธิภาพ เป็นห่วงโซ่อุปทานที่เน้นความยืดหยุ่นแม้จะมาพร้อมต้นทุนที่สูงขึ้นก็ตาม"
ทั้งนี้ ประเทศต่างๆ รวมถึงเยอรมนีและฝรั่งเศสกำลังเพิ่มงบประมาณด้านการป้องกันประเทศจาก 2% เป็น 5% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศเพราะต้องสร้างความสามารถในการป้องกันตัวเอง ไม่พึ่งพาแค่อเมริกา ประกอบกับการลงทุนหนักในโรงงานผลิตชิปโรงงาน AI และ โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน
"เรากำลังเข้าสู่ยุคที่ลงทุนเปลี่ยนแปลงโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญยิ่งมากที่สุดในประวัติศาสตร์" เขากล่าว
ด้านจีนระบุว่ากำลังเปลี่ยนจากฐานการผลิตของโลกเป็นฐานการบริโภค โดยเปลี่ยนจาก supply-driven growth หรือ การเติบโตที่ขับเคลื่อนด้วยอุปทาน เป็น demand-driven growth หรือ การเติบโตที่ขับเคลื่อนด้วยอุปสงค์ การบริโภคภายในประเทศพุ่งขึ้นถึง 30% ของจีดีพีโดยเน้นที่การบริโภคบริการมากขึ้น แม้บางประเทศจะไม่ค่อยอยากขายให้จีนเพราะกังวลเรื่อง ความมั่นคง และการรั่วไหลของเทคโนโลยี
ธีมที่สามคือเทคโนโลยี AI
หวงอธิบายว่า AI เป็นการลงทุนแบบ "5-layer cake หรือ เค้ก 5 ชั้น" ประกอบด้วย ชั้นแรกคือพลังงาน ที่สองคือชิปคอมพิวเตอร์ ที่สามคือคลาวด์คอมพิวติ้ง ที่สี่คือโมเดล AI และสุดท้ายคือแอปพลิเคชัน/การประยุกต์ใช้
"ทุกประเทศต้องมีครบทั้ง 5 layers ของตัวเอง นี่คือการลงทุนที่ต้องใช้เงินหลายล้านล้านดอลลาร์" จิรายุสกล่าว
ด้านกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) คาดว่า โลกจะเติบโตเพียง 3.1% ในปีนี้ ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยปกติที่ 3.7% แต่ถือว่าไม่แย่มากเพราะเป็นการเติบโตจากการลงทุนล่วงหน้าใน งบประมาณด้านการป้องกันประเทศ และโครงสร้างพื้นฐาน AI อย่างไรก็ตาม นักเศรษฐศาสตร์เตือนว่าถ้า AI ไม่สามารถปลดล็อกผลผลิต/ประสิทธิภาพการผลิตได้จริง อาจกลายเป็นฟองสบู่และนำไปสู่ทศวรรษแห่งการเติบโตที่ชะลอตัว
ธีมที่สี่คือภูมิรัฐศาสตร์
ประเด็นนี้แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม กลุ่มแรกคือ Great Powers หรือ มหาอำนาจ ได้แก่ อเมริกา จีน และรัสเซีย ที่พึ่งพาตัวเองได้ มีกำลังทหารแข็งแกร่ง มีเทคโนโลยีและนวัตกรรม กลุ่มที่สองคือ Middle Powers หรือ อำนาจระดับกลาง อย่างกลุ่มยุโรปที่จับมือกันแต่ยังไม่แข็งแรงพอที่จะเทียบกับอเมริกา และกลุ่มสุดท้ายคือ Lower Powers หรือ อำนาจระดับต่ำ อย่างสิงคโปร์และไทยที่ไม่มีเสียง ไม่มีอิทธิพล เป็น price taker (ผู้รับราคา) ไม่ใช่ price maker (ผู้กำหนดราคา)
จิรายุสสรุปว่าประเทศที่จะประสบความสำเร็จในยุคใหม่ต้องมี 4 ปัจจัย ได้แก่ Trust (ความไว้วางใจ) Predictability (ความสามารถในการคาดการณ์/ความมั่นคงยั่งยืน) Economic Resilience (ความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจ) คือไม่พึ่งพาใครหายใจ มีครบทั้ง 5 layers (5 ชั้น) และ Adaptability (ความสามารถในการปรับตัว) คือปรับตัวเร็ว
อาเซียนหายไปจากสมการ ?
เมื่อถูกถามว่าปีนี้ต่างจากปีก่อนอย่างไร จิรายุสตอบอย่างตรงไปตรงมาว่า "ต้องยอมรับความจริงว่าแถบอาเซียนนั้น under-represented หรือมีเสียงน้อยมากในเวทีโลก ไม่ค่อยมีเสียงดังเท่าไหร่ แต่ปีนี้เป็นปีที่ 5 แล้วที่ผมมา และเป็นปีที่ under-represented ที่สุดเลย"
เขาอธิบายว่างานปีนี้ เน้นฝั่งตะวันตกมาก ส่วนประเทศอำนาจระดับกลางยังพอมีเสียง แต่ ประเทศอำนาจระดับต่ำที่เหลือ เช่นประเทศในอาเซียนแทบไม่มีเสียงเลย
สำหรับ 5 วันที่ผ่านมา จิรายุสกล่าวว่า "เหนื่อยมาก เป็นปกติ เป็นสัปดาห์ที่นอนน้อย แต่รู้สึกคุ้มมากเพราะได้เจอผู้นำเยอะมาก 850 ซีอีโอทั่วโลก กว่า 130 บุคคลสาธารณะ เป็นการประชุมที่ผู้นำทั่วโลกมาเยอะที่สุดเลย"
จิรายุสปิดท้ายว่างานนี้สำคัญมากสำหรับนักธุรกิจและนักลงทุน "เป็นงานที่รวบรวมคนที่มีอำนาจมาหมด เป็นคนที่เปลี่ยนกฎของโลก ขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงของโลกทั้งหมด ทุกคนที่อยู่ในทีวีมาอยู่ที่นี่หมด เรามาคุยกัน หาความเห็นพ้องต้องกัน เราก็จะเห็นทิศทางใหม่ของโลกก่อนคนอื่น เห็นว่าความเสี่ยงอยู่ตรงไหน โอกาสอยู่ตรงไหน แล้วกลับมาเปลี่ยนกลยุทธ์องค์กรของตัวเอง เปลี่ยนกลยุทธ์การลงทุนให้ถูกต้อง เป็นงานที่สำคัญที่สุดของปีที่ผู้เปลี่ยนแปลงโลกทั้งหมดมาเจอกัน"





