อุตสาหกรรมเหล็กญี่ปุ่นเผชิญ ‘จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ’ เมื่อการผลิตเหล็กดิบปี 2025 ‘ร่วงลงต่ำสุดในรอบกว่า 50 ปี’ ท่ามกลางแรงกดดันจากเหล็กราคาถูกจีน การกีดกันทางการค้า และอุปสงค์ที่ชะลอตัวทั้งในและนอกประเทศ จนญี่ปุ่นเสี่ยงหลุดจากผู้นำอุตสาหกรรมเหล็กโลก
เว็บไซต์นิกเกอิ เอเชียรายงานว่า การผลิตเหล็กดิบของญี่ปุ่นในปี 2025 ลดลงแตะระดับ “ต่ำสุดในรอบกว่า 50 ปี” นับตั้งแต่ปี 1969 จากการทะลักเข้ามาของเหล็กราคาถูกจากจีน หลังปริมาณการผลิตหดตัวลง 4% เหลือ 80.67 ล้านตัน ตามข้อมูลที่สหพันธ์เหล็กและเหล็กกล้าแห่งญี่ปุ่น (Japan Iron and Steel Federation: JISF) เผยแพร่เมื่อวันพฤหัสบดี
สมาคมเหล็กโลก (World Steel Association) ระบุว่า ในช่วงเดือนมกราคม–พฤศจิกายน 2025 สหรัฐได้ขึ้นแซงหน้าญี่ปุ่นในด้านการผลิตเหล็กดิบแล้ว และเมื่อรวมตัวเลขทั้งปี ญี่ปุ่นมีแนวโน้มจะ “ร่วงลงไปอยู่อันดับ 4” รองจากจีน อินเดีย และสหรัฐ ซึ่งจะเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 1999 ที่สหรัฐมีปริมาณการผลิตเหล็กสูงกว่าญี่ปุ่น
ที่ผ่านมา ญี่ปุ่นได้รับผลกระทบจากมาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด ที่ทำให้การส่งออกเหล็กไปยังตลาดอย่างเกาหลีใต้และสหภาพยุโรปถูกปิดกั้น แม้ญี่ปุ่นจะส่งออกผลิตภัณฑ์เหล็กราว 40% ของกำลังการผลิตทั้งหมด แต่สถิติการค้าเบื้องต้นชี้ว่า ปริมาณการส่งออกในปี 2025 ลดลง 4.2% เหลือ 30.08 ล้านตัน ซึ่งเป็นการลดลงต่อเนื่องเป็นปีที่สอง
“อุตสาหกรรมเหล็ก ซึ่งพึ่งพาการส่งออกในสัดส่วนสูง จะยังคงเผชิญสภาพแวดล้อมที่ยากลำบากต่อไปในปี 2026 เช่นกัน” ทาดาชิ อิไม ประธานและประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการของนิปปอนสตีลกล่าว
ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ ผู้ผลิตเหล็กรายใหญ่ได้เร่งควบรวมและปรับโครงสร้างโรงงานผลิต เพื่อตอบรับกับสถานการณ์ดังกล่าว นิปปอนสตีลเริ่มการปรับโครงสร้างตั้งแต่ราวปี 2020 โดยลดจำนวนเตาหลอมเหล็กจาก 15 เตา เหลือ 10 เตา
ขณะที่ JFE Holdings ระงับการเดินเครื่องเตาหลอมหนึ่งเตาในปี 2023 และมีแผนจะหยุดการดำเนินงานของเตาอีกหนึ่งเตาในปีงบประมาณ 2027
ในปี 2025 นิปปอนสตีลเข้าซื้อกิจการ U.S. Steel และวางแผนให้ตลาดสหรัฐ เป็นเสาหลักของการเติบโตในอนาคต
นอกจากนี้ บริษัทยังอยู่ระหว่างการก่อสร้างโรงงานเหล็กแห่งใหม่ในอินเดีย เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายการผลิตเหล็กดิบ 100 ล้านตันต่อปีภายใน 10 ปี ด้วยการขยายกำลังการผลิตนอกประเทศญี่ปุ่น โดยในปี 2024 บริษัทผลิตเหล็กได้ 58 ล้านตัน รวมกำลังการผลิตของ U.S. Steel แล้ว
“หากเราไม่สามารถผลิตเหล็กในปริมาณมากได้ เราก็จะไม่สามารถรักษาหรือพัฒนาเทคโนโลยีของเราได้” เออิจิ ฮาชิโมโตะ ประธานกรรมการและซีอีโอของนิปปอนสตีลกล่าว “ขนาดการผลิตคือสิ่งจำเป็น”
อ้างอิง: nikkei





