วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม 2569

Login
Login

วิกฤติ ‘อสังหาจีน’ พ่นพิษ แบงก์โละบ้านโดนยึด ลดกระหน่ำ 30% ยังไร้คนซื้อ

วิกฤติ ‘อสังหาจีน’ พ่นพิษ แบงก์โละบ้านโดนยึด ลดกระหน่ำ 30% ยังไร้คนซื้อ

วิกฤติ ‘อสังหาจีน’ พ่นพิษ ธนาคารชนบทโละบ้านโดนยึด ยอดประมูลบ้านพุ่ง 9 เท่า ลดกระหน่ำ 30% ยังไร้คนซื้อ แบงก์แบกหนี้เน่าอสังหาฯ พุ่ง 4,200 แห่ง

รอยเตอร์รายงานว่า ธนาคารท้องถิ่นในชนบทของจีนกำลังเผชิญภาวะวิกฤติ หลังพยายามเร่งระบายอสังหาริมทรัพย์ที่ยึดมาจากลูกหนี้หลายร้อยแห่งผ่านการประมูลออนไลน์ แต่กลับไม่มีผู้สนใจแม้จะหั่นราคาขายต่ำกว่าตลาดถึง 30% ซ้ำเติมเศรษฐกิจจีนที่ยังไร้สัญญาณฟื้นตัว

 ข้อมูลจาก JD.com Asset Trading Platform พบว่าในพื้นที่ด้อยพัฒนาซึ่งราคาบ้านตกต่ำอย่างหนัก มียอดขายอสังหาริมทรัพย์ที่ธนาคารยึดมา และนำมาขายทอดตลาดเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยส่วนใหญ่เป็นทรัพย์สินจากธนาคารในชนบทที่ตั้งราคา ลดลงถึง 20% - 30% จากราคาตลาด เพื่อเร่งระบายหนี้เสีย

ตัวอย่างที่ชัดเจนคืออพาร์ตเมนต์ขนาด 160 ตารางเมตรในมณฑลเหลียวหนิง ซึ่ง ธนาคารจีหลิน (Jilin Bank) นำออกประมูลในราคาเพียง 1.35 ล้านหยวน (ประมาณ 1.9 แสนดอลลาร์) จากราคาตลาดเดิมที่ 2 ล้านหยวน แต่ก็ยังไม่มีผู้สนใจซื้อแม้จะเปิดประมูลเป็นรอบที่สองแล้วก็ตาม

แอนดี้ ลี ซีอีโอของเซ็นทาไลน์ ไชน่า กล่าวว่า "หากราคาขายไม่น่าดึงดูดใจมาก หรือโครงการไม่ได้อยู่ในทำเลที่ดี ธนาคารเหล่านี้แทบจะหาลูกค้าไม่ได้เลย" พร้อมเสริมว่าตลาดที่อยู่อาศัยอยู่ในภาวะย่ำแย่อยู่แล้ว โดยมียอดขายน้อยมาก

ทางด้าน S&P Global Ratings เตือนว่าการลดราคาประมูล 20-30% เป็นเรื่องที่ไม่ปกติและหากแพร่หลายจะทำลายเสถียรภาพตลาดโดยรวม 

ขณะที่ UBS คาดว่าราคาอสังหา ในจีนจะยังคงลดลงอีก 10% ในปีนี้  และลดลงอีก 5% ในปีหน้า เนื่องจากปัญหาอุปทานล้นตลาด 

ในปี 2568 ราคาบ้านเฉลี่ยลดลงไปอยู่ที่ระดับเดียวกับปี 2561 ขณะที่ยอดขายบ้านใหม่ลดลงถึง 50% จากจุดสูงสุด กลับไปเท่ากับระดับในปี 2552 ส่งผลให้ยักษ์ใหญ่ใหญ่อย่าง Evergrande และบริษัทอีกหลายแห่งล้มละลายหรือผิดนัดชำระหนี้

สถิติการยึดทรัพย์พุ่งสูงขึ้นอย่างน่าตกใจในหลายพื้นที่ โดยมณฑลกานซูมีการนำอสังหาออกประมูลในปีที่ผ่านมาสูงถึง 4,292 แห่ง เพิ่มจาก 478 แห่งในปี 2566 เช่นเดียวกับมณฑลเสฉวนที่พุ่งขึ้นเป็น 1,909 แห่ง และมณฑลจี๋หลิน 1,696 แห่ง สะท้อนให้เห็นว่าธนาคารขนาดเล็กกำลังเร่งลดความสูญเสียจากหนี้เสียที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

UBS รายงานว่า นับตั้งแต่กลางปี 2567 ธนาคารทั่วประเทศได้นำอสังหาริมทรัพย์ที่ยึดมาวางขายรวมกันแล้วกว่า 1.35 ล้านแห่ง และคาดการณ์ว่าจำนวนบ้านที่ถูกยึดอาจพุ่งสูงถึง 2.43 ล้านหลังภายในปี 2570  เนื่องจากกระบวนการทางศาลที่ใช้เวลา 2-3 ปีเริ่มสิ้นสุดลง ทำให้ธนาคารต้องแบกรับทรัพย์สินที่ขายไม่ออกจำนวนมหาศาล

นอกจากนี้ ธนาคารยังต้องเผชิญกับ "คลื่นหนี้เสียลูกใหม่" จากกลุ่มธุรกิจขนาดเล็ก (SME) ที่เคยกู้เงินในช่วงโควิด-19 และถึงกำหนดชำระในปีนี้ 

นักวิเคราะห์จาก Gavekal Dragonomics ระบุว่านโยบายรัฐยังเน้นเพียงการประคองตัวแต่ไม่กระตุ้นตลาด ทำให้ธนาคารต้องรีบขายสินทรัพย์ทิ้งก่อนราคาจะดิ่งลงไปมากกว่านี้

 

อ้างอิง Bloomberg