"กรุงเทพธุรกิจ" ชวนภาพรวมของการเสวนา "US and China: Where Will They Land?" ในงานเวิลด์ อีโคโนมิกส์ ฟอรั่ม 2026
"กรุงเทพธุรกิจ" ชวนอ่านภาพรวมของการเสวนา "US and China: Where Will They Land?" ในงานเวิลด์ อีโคโนมิกส์ ฟอรั่ม 2026 เวทีที่ชี้ให้เห็นว่าความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ และจีนยังคงถูกกำหนดด้วยโครงสร้างของ "กับดักทูซิดิดีส" (Thucydides's Trap) ซึ่งเป็นแนวคิดเชิงยุทธศาสตร์ที่อธิบายถึง ความเสี่ยงเชิงโครงสร้างในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
ความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศเป็นการเผชิญหน้าระหว่างมหาอำนาจเดิมและมหาอำนาจที่กำลังก้าวขึ้นมา แม้จะมีความตึงเครียดสูงในประเด็นหลักอย่าง ภาษี (Tariffs), เทคโนโลยี (Technology) และไต้หวัน (Taiwan) แต่ทั้งสองฝ่ายมีแนวโน้มที่จะรักษาสถียรภาพในระยะสั้นเนื่องจากภาวะ "การป้องปรามซึ่งกันและกัน" (Mutual Deterrence) และความจำเป็นในการจัดการปัญหาเศรษฐกิจภายในประเทศของตนเอง การสื่อสารผ่านช่องทางระดับสูงที่ชัดเจนและการสร้างกลไกจัดการการแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์จึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งเพื่อป้องกันอุบัติเหตุหรือการคำนวณที่ผิดพลาดที่อาจนำไปสู่สงคราม
โดยตลอดงานเสวนามี 10 ประเด็นสำคัญ ที่ "กรุงเทพธุรกิจ" หยิบมาฝากผู้อ่านทุกท่าน
- โครงสร้างความตึงเครียดจาก "กับดักทูซิดิดีส": ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ และจีนในปัจจุบันถูกขับเคลื่อนด้วยโครงสร้าง "กับดักทูซิดิดีส" ซึ่งเป็นภาวะที่มหาอำนาจใหม่ที่เติบโตอย่างรวดเร็วเข้าไปสั่นคลอนสถานะของมหาอำนาจเดิม จนนำไปสู่การขยายผลของความเข้าใจผิด แม้จะมีจุดปะทะสำคัญในเรื่อง ภาษี, เทคโนโลยีโดยเฉพาะ AI และไต้หวัน แต่ทั้งสองฝ่ายต่างมีแรงจูงใจในการรักษาสถียรภาพเพื่อจัดการปัญหาเศรษฐกิจภายในประเทศและหลีกเลี่ยงภาวะการทำลายล้างซึ่งกันและกัน
- ภาวะการป้องปรามซึ่งกันและกัน (Mutual Deterrence): ทั้งสหรัฐฯ และจีนต่างตระหนักว่าฝ่ายตรงข้ามมีความสามารถในการทำลายล้างเศรษฐกิจหรือความมั่นคงของอีกฝ่ายได้อย่างรุนแรง ทำให้เกิดเสถียรภาพที่เกิดจากความกลัวผลกระทบที่ตามมา
3. ประเด็น 3T (Tariffs, Technology, Taiwan): นี่คือสามเสาหลักที่เป็นทั้งจุดปะทะและจุดที่ต้องเจรจา โดยเฉพาะเรื่องภาษีนำเข้า การแย่งชิงความเป็นผู้นำทางเทคโนโลยี และสถานะของไต้หวัน
4. AI คือสมรภูมิและจุดร่วมใหม่: AI ถูกมองว่าเป็น "อัญมณีบนยอดมงกุฎ" ของการแข่งขัน แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นภัยคุกคามต่อมนุษยชาติที่ทั้งสองประเทศต้องร่วมมือกันสร้าง "เกาะ" (Guardrails) เพื่อควบคุม
5. ความล่อแหลมของประเด็นไต้หวัน: ไต้หวันยังคงเป็นจุดความขัดแย้งที่อันตรายที่สุด โดยจีนยืนยันเรื่องอธิปไตย ขณะที่สหรัฐฯ เน้นการป้องปรามเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยเดิม
6. ความสำคัญของกลไกการสื่อสารระดับสูง: การมีช่องทางสื่อสารที่ "จริงใจและเป็นส่วนตัว" ระหว่างเจ้าหน้าที่ระดับสูง เช่น ความสัมพันธ์ระหว่าง เจค ซัลลิแวนที่ปรึกษาความมั่นคงของไบเดน และ หวัง อี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของจีนช่วยป้องกันไม่ให้เหตุการณ์ลุกลามเป็นวิกฤต
7. แรงกดดันจากเศรษฐกิจภายในประเทศ: สหรัฐฯ ต้องสู้กับเงินเฟ้อ ส่วนจีนเผชิญกับการชะลอตัวทางเศรษฐกิจ ความต้องการส่งออกและนำเข้าสินค้าที่มีราคาเหมาะสมเป็นปัจจัยบังคับให้ทั้งสองฝ่ายต้องรักษาสถียรภาพความสัมพันธ์
8. การจัดการการแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์ (Managed Strategic Competition): การยอมรับว่าต้องแข่งกันแต่ต้องมีกลไกจัดการไม่ให้กลายเป็นสงคราม คือทางเลือกที่สมจริงกว่าการพยายามหาข้อตกลงที่เห็นพ้องต้องกันทั้งหมด
9. การผงาดของมหาอำนาจที่สาม (เช่น อินเดีย): การก้าวขึ้นมาของอินเดียและกลุ่มโลกใต้ (Global South) กำลังเปลี่ยนกระดานอำนาจโลกจากสองขั้วไปสู่ความหลากหลาย ซึ่งจะส่งผลต่อยุทธศาสตร์ของทั้งสหรัฐฯ และจีนในอนาคต
10. มุมมองเชิงบวกต่อปี 2026: แม้จะมีอุปสรรคมากมาย แต่ผู้เชี่ยวชาญบางส่วนเชื่อว่าในปี 2026 ทั้งสองประเทศจะมุ่งเน้นไปที่เสถียรภาพมากกว่าการเผชิญหน้าอย่างรุนแรง เนื่องจากไม่มีฝ่ายใดพร้อมรับความเสี่ยงจากความไม่สงบ





