วันอังคาร ที่ 10 มีนาคม 2569

Login
Login

โลกแห่ขายสินทรัพย์สหรัฐ ‘Sell America-หนี้ญี่ปุ่น’ สะเทือนตลาดทุน

โลกแห่ขายสินทรัพย์สหรัฐ  ‘Sell America-หนี้ญี่ปุ่น’ สะเทือนตลาดทุน

การเทขายสินทรัพย์สหรัฐในกระแส “Sell America” และการเทขายพันธบัตร “ญี่ปุ่น” ดันบอนด์ยีลด์พุ่งทั่วโลก ดอลลาร์ร่วง ทองคำทุบสถิติใหม่ เจ้าหนี้รายใหญ่อย่างยุโรปอาจใช้พันธบัตรสหรัฐเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือต่อรองทรัมป์ ขณะที่กองทุนเดนมาร์กประเดิมเทขาย 100 ล้านดอลลาร์

ซีเอ็นบีซี รายงานว่า ตลาดเงิน และตลาดทุนโลกเข้าสู่สภาวะ “Sell America” หรือเทขายสินทรัพย์สหรัฐอย่างหนัก โดยเฉพาะพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ และค่าเงินดอลลาร์ หลังจากความขัดแย้งระหว่างประธานาธิบดี “โดนัลด์ ทรัมป์” และผู้นำฝั่งยุโรปกรณีความพยายามซื้อ “เกาะกรีนแลนด์” ทวีความรุนแรงขึ้น เมื่อทรัมป์ขู่เรียกเก็บภาษีนำเข้าเพิ่มขึ้นอีก 10% และอาจขยับสูงถึง 25% กับ 8 ประเทศยุโรปที่ต่อต้านแผนการ และกลายเป็นความตึงเครียดต่อตลาดทุนโลกที่ใหญ่ที่สุดในขณะนี้

นักลงทุนเริ่มเคลื่อนย้ายเงินทุนออกจากสินทรัพย์สหรัฐอย่างรวดเร็ว โดยราคาพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐปรับตัวลดลงอย่างรุนแรง ทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (บอนด์ยีลด์) พุ่งสูงขึ้น โดยบอนด์ยีลด์สหรัฐอายุ 10 ปี ทะยานขึ้นสู่ระดับ 4.295% หรือสูงสุดในรอบ 4 เดือน ขณะที่บอนด์ยีลด์อายุ 30 ปี พุ่งไปแตะ 4.92% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบหนึ่งปี

ขณะที่ดัชนีค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ (Dollar Index) ร่วงลงเกือบ 1% แตะระดับ 98.612 เมื่อวันที่ 21 ม.ค.69 ซึ่งถือเป็นการร่วงลงอย่างรุนแรง ในขณะที่ “เงินยูโร” แข็งค่าขึ้นทันที 0.6% เมื่อเทียบกับดอลลาร์

กฤษณา คูฮา หัวหน้าฝ่ายนโยบายระดับโลกของบริษัท เอฟเวอร์คอร์ ไอเอสไอ ระบุในบันทึกถึงลูกค้าว่า นี่คือ ปรากฏการณ์การเทขายสินทรัพย์สหรัฐท่ามกลางภาวะความเสี่ยงระดับโลกที่ขยายวงกว้างขึ้น

โลกแห่ขายสินทรัพย์สหรัฐ  ‘Sell America-หนี้ญี่ปุ่น’ สะเทือนตลาดทุน

ขณะที่สำนักข่าวรอยเตอร์ส รายงานว่า ความปั่นป่วนในตลาดพันธบัตรโลกขณะนี้ยังมาจากแรงเทขายพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่น ภายหลังรัฐบาลญี่ปุ่นเตรียมประกาศยุบสภาเลือกตั้งใหม่ในวันที่ 8 ก.พ.69 และกำลังแข่งขันหาเสียงเรื่องการลดหรือยกเลิกภาษีขาย (sales tax) ในสินค้ากลุ่มอาหาร เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน ทำให้หลายฝ่ายเป็นกังวลเรื่องสถานะทางการคลัง และระดับหนี้ที่พุ่งสูงของประเทศ

อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นอายุ 10 ปี พุ่งขึ้นเกือบ 19 จุดเปอร์เซ็นต์ภายในสองวัน ซึ่งเป็นการปรับขึ้นรุนแรงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2022 ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 30 ปี ทำสถิติการเพิ่มขึ้นรายวันสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2003 หลังนักลงทุนเตรียมรับมือกับแนวโน้มการใช้จ่ายภาครัฐที่เพิ่มขึ้น

ซีมา ชาห์ หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุนระดับโลกของบริษัท พรินซิเพิล แอสเซ็ต แมเนจเมนท์ กล่าวว่า หากรัฐบาลใหม่ได้รับเสียงสนับสนุนอย่างเข้มแข็งจากการเลือกตั้ง ก็อาจเปิดทางให้มีการใช้จ่ายทางการคลังมากขึ้น

“สิ่งนี้ดึงตลาดพันธบัตรโลกจำนวนมากเข้าไปอยู่ในเรื่องราวที่ยุ่งยากเกี่ยวกับหนี้ และนั่นสะท้อนออกมาผ่านต้นทุนการกู้ยืมที่เพิ่มสูงขึ้น” เธอกล่าว

ทั้งนี้เมื่อวันที่ 21 ม.ค. อัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวอายุ 30 ปี ของหลายประเทศทั่วโลกต่างปรับตัวสูงขึ้น โดยบอนด์ยีลด์ 30 ปีของญี่ปุ่นขึ้นไปแตะระดับ 3.724% ซึ่งเป็นสถิติสูงสุดเท่าที่เคยมีมา ส่วนของสหรัฐพุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบ 1 ปี อยู่ที่ 4.894% เยอรมนีสูงสุดรอบ 2 สัปดาห์ อยู่ที่ 3.4701% และสหราชอาณาจักร 5.177% สูงสุดรอบ 2 สัปดาห์เช่นกัน

 จับตา ‘ยุโรป’ ใช้สินทรัพย์สหรัฐเป็นเครื่องมือต่อรอง

จอร์จ ซาราเวลอส จากดอยช์แบงก์เปิดเผยกับซีเอ็นบีซีว่า เศรษฐกิจสหรัฐอยู่ได้ด้วยการกู้เงินมหาศาลจากต่างชาติมาอุดรอยรั่วจากการขาดดุลการค้า และงบประมาณที่เกินตัว ซึ่งยุโรปเป็นผู้แบกรับภาระนี้ไว้มากที่สุด โดยถือครองทั้งตราสารหนี้ และตราสารทุนสหรัฐรวมมูลค่ากว่า “8 ล้านล้านดอลลาร์” ซึ่งคิดเป็นเกือบสองเท่าของประเทศอื่นๆ ทั่วโลกรวมกัน

ซาราเวลอสตั้งคำถามสำคัญว่า ในเมื่อปัจจุบันเสถียรภาพและความสัมพันธ์ระหว่างพันธมิตรตะวันตกกำลังถูกทำลายลงจากนโยบายที่รุนแรงของสหรัฐ เหตุใดยุโรปยังต้องยอมรับบทบาทเป็นผู้สนับสนุนทางการเงินรายใหญ่เช่นนี้ต่อไป

หากยุโรปตัดสินใจใช้จุดอ่อนนี้เป็นเครื่องต่อรอง โดยการลดการถือครองสินทรัพย์หรือชะลอการซื้อหนี้ ก็อาจส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อระบบเศรษฐกิจที่พึ่งพาเงินทุนต่างชาติอย่างสหรัฐได้ทันที

ซาราเวลอสเตือนว่า อาวุธที่ทรงพลังที่สุดในครั้งนี้อาจไม่ใช่ “กำแพงภาษี” แต่เป็น “มาตรการทางการเงิน” เนื่องจากปัจจุบันสหรัฐ มีสถานะหนี้สินสุทธิเมื่อเทียบกับต่างประเทศสูงเป็นประวัติการณ์ ทำให้เศรษฐกิจสหรัฐต้องพึ่งพาเงินทุนจากยุโรปอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

เดนมาร์กเทขายพันธบัตรสหรัฐ ‘100 ล้านดอลลาร์’

สถานการณ์นี้ตอกย้ำด้วยท่าทีของกองทุนบำเหน็จบำนาญของเดนมาร์ก ที่ประกาศเทขายพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐมูลค่า 100 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 3,100 ล้านบาท ทิ้งทั้งหมดภายในสิ้นเดือนนี้

แอนเดอร์ส เชลเดอ หัวหน้าฝ่ายการลงทุนของกองทุนดังกล่าวระบุว่า การตัดสินใจครั้งนี้เกิดจากสิ่งที่บริษัทมองว่าเป็น “สถานะทางการเงินที่ย่ำแย่ของรัฐบาลสหรัฐ” ท่ามกลางวิกฤติหนี้ของอเมริกา แต่ก็เกิดขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดที่เพิ่มสูงขึ้นระหว่างสหรัฐและเดนมาร์ก หลังจากที่ทรัมป์ขู่ว่าจะเรียกเก็บภาษีนำเข้าจากประเทศในยุโรป หากกรีนแลนด์ ดินแดนอาร์กติกของเดนมาร์ก ไม่ถูกขายให้กับสหรัฐ

“มันไม่ได้เกี่ยวข้องโดยตรงกับความขัดแย้งที่กำลังดำเนินอยู่ระหว่างสหรัฐ และยุโรป แต่แน่นอนว่านั่นไม่ได้ทำให้การตัดสินใจยากขึ้น” เชลเดอ กล่าวในแถลงการณ์ต่อสำนักข่าวซีเอ็นบีซี

เชลเดออ้างถึงภาระหนี้สินที่เพิ่มสูงขึ้นของสหรัฐหลังจากการใช้จ่ายเกินตัวของรัฐบาลมานานหลายทศวรรษ โดยสหรัฐขาดดุลงบประมาณ 1.78 ล้านล้านดอลลาร์เมื่อปีที่แล้ว ลดลงเพียง 2% จากปีงบประมาณ 2567 เนื่องจากมาตรการตั้งกำแพงภาษีนำเข้าอย่างกว้างขวางและสูงของทรัมป์มีผลบังคับใช้

ประกอบกับการที่ บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือมูดี้ส์ (Moody’s) ได้หั่นอันดับเครดิตสหรัฐลงเหลือ Aa1 จาก Aaa ในเดือนพ.ค.ปีที่ผ่านมา โดยอ้างถึงการขาดดุลงบประมาณและต้นทุนการกู้ยืมที่สูงซึ่งเกี่ยวข้องกับการต่ออายุหนี้ด้วยอัตราดอกเบี้ยที่สูง

เบสเซนต์ยืนยันไม่กระทบมาก

อย่างไรก็ตาม สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐให้สัมภาษณ์ระหวางเข้าร่วมการประชุมเวิลด์ อีโคโนมิก ฟอรั่ม (WEF) ที่เมืองดาวอส สวิตเซอร์แลนด์ว่า เป็นเรื่องยากที่จะระบุชัดเจนว่าตลาดที่ปั่นป่วนในตอนนี้เกิดจากปมกรีนแลนด์เพียงอย่างเดียว หรือเป็นผลกระทบต่อเนื่องจากการเทขายพันธบัตรในญี่ปุ่นที่กำลังกังวลเรื่องวินัยการคลังเช่นกัน

เบสเซนต์ยังได้ฝากข้อความถึงบรรดาผู้นำยุโรปที่กำลังเตรียมมาตรการตอบโต้สหรัฐว่า “ให้ใจเย็นๆ และอย่าเพิ่งด่วนตัดสินใจตอบโต้” โดยขอให้รอดูท่าทีที่ชัดเจนจากทรัมป์ที่จะเดินทางมาสื่อสารด้วยตัวเองในวันพุธที่ 21 มิ.ย. ซึ่งเป็นการมาร่วมงาน WEF ด้วยตนเองของทรัมป์ในรอบ 5 ปี พร้อมคณะผู้แทนสหรัฐชุดใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา

 หวั่นสงครามการค้าลามสู่ ‘สงครามทุน’

ความเสี่ยงที่น่ากังวลที่สุดคือการเปลี่ยนผ่านจากสงครามการค้าสู่ “สงครามทุน” (Capital War) ตามคำเตือนของ เรย์ ดาลิโอ ผู้ก่อตั้งบริษัทจัดการกองทุน Bridgewater Associates ที่ระบุ ณ เมืองดาวอสว่า “หากสหรัฐไม่ใช่พันธมิตรที่น่าเชื่อถือ แรงจูงใจในการถือครองหนี้สหรัฐจะหมดไป ท่ามกลางกระแสการลดบทบาทดอลลาร์ (De-dollarization) ที่เร่งตัวขึ้น”

“ในอีกด้านหนึ่งของเรื่องการค้า การขาดดุล และสงครามการค้า ก็มีเรื่องของเงินทุน และสงครามเงินทุน หากคุณพิจารณาความขัดแย้ง คุณก็ไม่อาจมองข้ามความเป็นไปได้ของสงครามเงินทุนได้ กล่าวอีกนัยหนึ่ง อาจไม่มีความต้องการซื้อ...ตราสารหนี้ของสหรัฐและอื่นๆ เหมือนเดิมอีกต่อไป”

ประธานาธิบดีฝรั่งเศส “เอ็มมานูเอล มาครง” กล่าวว่า กำลังวางแผนที่จะเริ่มใช้กฎหมายต่อต้านการบีบบังคับ (Anti-Coercion Instrument: ACI) หรือที่ถูกตั้งฉายาว่า "บาซูกาเศรษฐกิจ" เพื่อตอบโต้การข่มขู่ของทรัมป์ โดยเครื่องมีนี้จะทำให้ยุโรปสามารถกำหนดข้อจำกัดการลงทุน และเข้าถึงโครงการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ รวมทั้งข้อจำกัดในการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา

ทางด้านอินเวสติงดอตคอมรายงานว่า รัฐสภาของสหภาพยุโรปเตรียมที่จะระงับการอนุมัติข้อตกลงทางการค้าที่ตกลงร่วมกับสหรัฐอเมริกาเมื่อปีที่แล้ว โดยการตัดสินใจครั้งนี้จะถูกประกาศอย่างเป็นทางการในวันพุธที่ 21 ม.ค. ณ เมืองสตราสบูร์ก ประเทศฝรั่งเศส

รวมทั้งยุโรปตัดสินใจที่จะเรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากสหรัฐอเมริกากว่า 9.3 หมื่นล้านดอลลาร์ สะท้อนถึงความตึงเครียดที่เพิ่มมากขึ้นของทั้ง 2 ฝ่าย

คูฮามองว่าการปรับตัวลดลงของค่าเงินดอลลาร์และการแข็งค่าของค่าเงินยุโรป สะท้อนว่านักลงทุนทั่วโลกกำลังมองหาวิธีป้องกันความเสี่ยงจากสหรัฐที่มีความผันผวนและไม่น่าเชื่อถือ

ดังนั้นการเคลื่อนไหวของสหรัฐอาจส่งผลกระทบต่อดอลลาร์ และสินทรัพย์อื่นๆ ไปอีกสักพัก หากมองถึงพฤติกรรมของทรัมป์ในการเดินเกมแบบ TACO (Trump Always Chickens Out) หรือการตัดสนใจใน “วินาทีสุดท้าย” ดังนั้นสิ่งที่ต้องจับตาต่อไปคือ ระยะเวลา และการเปลี่ยนแปลงของท่าทีของทรัมป์

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์