‘อุตสาหกรรมโซลาร์เซลล์จีน’ กำลังเผชิญวิกฤติหนัก เมื่อผู้ผลิตรายใหญ่ติดหล่ม กำลังการผลิตล้นตลาด สงครามตัดราคา และแรงกดดันจากกำแพงการค้าโลก จนคาดว่าจะขาดทุนรวมกันแตะ 1.7 แสนล้านบาท
เว็บไซต์นิกเกอิ เอเชียรายงานว่า เหล่าผู้ผลิตแผงโซลาร์เซลล์รายใหญ่ของจีนออกมาคาดการณ์ว่า จะ “ขาดทุนรวมกัน” สูงถึง 38,400 ล้านหยวน (ประมาณ 1.7 แสนล้านบาท) ในปี 2025 จากปัญหากำลังการผลิตล้นตลาด และต้นทุนวัตถุดิบที่ปรับตัวสูงขึ้น
บริษัท TCL Zhonghuan Renewable Energy, Trina Solar, Longi Green Energy Technology, JA Solar Technology และ Tongwei ระบุในเอกสารยื่นต่อตลาดหลักทรัพย์ว่า ทั้งห้าบริษัทคาดว่า จะมีผลขาดทุนสุทธิรวมกันในช่วง 34,200–38,400 ล้านหยวน ซึ่งแม้จะเป็นตัวเลขต่ำสุดของช่วงดังกล่าว ก็ยังสูงกว่าสถิติการขาดทุนรายปีที่ 33,500 ล้านหยวนซึ่งเกิดขึ้นในปี 2024
ข้อมูลจากสำนักงานบริหารพลังงานแห่งชาติของจีนระบุว่า ณ สิ้นเดือนพฤศจิกายน จีนมีกำลังการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่ติดตั้งแล้ว 1.16 เทราวัตต์ เพิ่มขึ้น 41.9% จากปีก่อนหน้า
อย่างไรก็ตาม การติดตั้งที่พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว กลับถูกแซงหน้าด้วยปริมาณอุปทานที่หลั่งไหลเข้าสู่ตลาด เมื่อบริษัทต่าง ๆ เร่งขยายกำลังการผลิต เพื่อคว้าโอกาสจากนโยบายผลักดันพลังงานหมุนเวียนของรัฐบาลปักกิ่ง
บริษัท Tongwei ระบุว่า “ปัญหาการผลิตล้นตลาดของอุตสาหกรรมในระยะสั้น ยังไม่คลี่คลาย” พร้อมคาดการณ์ว่า บริษัทจะขาดทุนมากที่สุดในกลุ่ม อยู่ที่ราว 9,000–10,000 ล้านหยวน
ด้าน JA Solar Technology ระบุว่า “การปล่อยกำลังการผลิตจำนวนมากในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ทำให้เกิดความไม่สมดุลระหว่างอุปสงค์และอุปทานในระยะสั้น ส่งผลให้การแข่งขันในอุตสาหกรรมทวีความรุนแรงต่อเนื่อง”
JA Solar ระบุเพิ่มเติมว่า สาเหตุของผลประกอบการที่ย่ำแย่ ยังมาจาก “นโยบายกีดกันทางการค้าระหว่างประเทศที่เข้มงวดขึ้น” โดยจีนซึ่งครอบงำห่วงโซ่อุปทานตั้งแต่ต้นน้ำอย่างโพลีซิลิคอน ไปจนถึงปลายน้ำคือแผงโซลาร์เซลล์ กำลังเผชิญแรงต้านจากต่างประเทศมากขึ้น เมื่อรัฐบาลหลายประเทศ “ตั้งกำแพงการค้า” เพื่อปกป้องอุตสาหกรรมในประเทศของตน
ตัวอย่างเช่น รัฐบาลสหรัฐได้กำหนดภาษีนำเข้าแผงโซลาร์เซลล์จากกัมพูชา มาเลเซีย ไทย และเวียดนาม ซึ่งเป็นประเทศที่บริษัทโซลาร์ของจีนเข้าไปตั้งฐานการผลิต เพื่อหลีกเลี่ยงมาตรการภาษีของสหรัฐในอดีต
ขณะเดียวกัน บางบริษัทยังชี้ว่า การขาดทุนที่ยืดเยื้อมาจาก “ต้นทุนที่ปรับตัวสูงขึ้น” โดยเฉพาะ โลหะเงิน ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญ ได้ปรับตัวขึ้นอย่างรุนแรงตลอดปีที่ผ่านมา และเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ราคาพุ่งทะลุ 90 ดอลลาร์ต่อออนซ์เป็นครั้งแรก
นักวิเคราะห์มองว่า การที่บริษัทเหล่านี้จะสามารถกลับมาทำกำไรได้หรือไม่ จะเป็นตัวชี้วัดความสำเร็จของนโยบาย “ต่อต้านวงจรตัดราคากันไม่หยุด” ของจีน
อ้างอิง: nikkei





