วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม 2569

Login
Login

การเกินดุลการค้ามหาศาลของจีนป่วนเศรษฐกิจโลก-ไทย (ตอน1)

การเกินดุลการค้ามหาศาลของจีนป่วนเศรษฐกิจโลก-ไทย (ตอน1)

พอล ครุกแมน นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลชี้ การเกินดุลการค้ามหาศาลของจีนที่ทะลุ 1 ล้านล้านดอลลาร์ กำลังทำลายอุตสาหกรรมประเทศต่างๆ ก่อให้เกิดการเผชิญหน้าทางเศษฐกิจโลก

พอล ครุกแมน ( Paul Krugman) นักเศรษฐศาสตร์เจ้าของรางวัลโนเบล ได้วิเคราะห์ไว้ว่า จีนซึ่งเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในโลก กำลังใช้ความได้เปรียบด้านการส่งออกเพื่อกลบปัญหาความล้มเหลวของการบริหารเศรษฐกิจภายในประเทศของตนเอง การเกินดุลการค้าขนาดมหาศาลของจีนกับประเทศอื่น ๆ ทั่วโลก กำลังป่วนเศรษฐกิจโลก เนื่องจากส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมภายในประเทศของประเทศอื่น ๆ และนำไปสู่ความขัดแย้งทางการค้าและเศรษฐกิจโลก

ครุกแมน มองว่า นโยบายการค้าและกำแพงภาษีศุลกากรที่ปรับเปลี่ยนไปมาของสหรัฐฯ ภายใต้โดนัลด์ ทรัมป์จะเป็นประเด็นร้อนของโลกเศรษฐกิจในปี 2025  แต่หากไม่มีประเด็นนี้ ทุกสายตาจะจับจ้องไปที่ปัญหาสำคัญเรื่องหนึ่งคือ การที่ประเทศจีนเกินดุลการค้ามหาศาลกับประเทศต่างๆ ซึ่งเกิดขึ้นมานับตั้งแต่ปี 2020 และยังคงขยายตัวต่อเนื่อง

ข่าวใหญ่ไม่กี่เดือนที่ผ่านมาเมื่อจีนเกินดุลการค้าทะลุ 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และข้อมูลล่าสุดเดือนนี้ มูลค่าการเกินดุลการค้าของจีนปีที่ผ่านมา 2568 พุ่งขึ้น 20% จากปีก่อนสู่ระดับ 1.19 ล้านล้านดอลลาร์ โดยการส่งออกของจีนขยายตัว 5.5% แม้การส่งออกของจีนไปตลาดสหรัฐจะหดตัวลงมากถึง 20% จากผลของสงครามการค้าสหรัฐ 

“ไม่จำเป็นต้องเป็นการกีดกันทางการค้าแบบหยาบ ๆ สไตล์ทรัมป์ ถึงจะก่อปัญหาใหญ่ให้กับเศรษฐกิจโลก  แต่เมื่อเศรษฐกิจจีน (ซึ่งมีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 1 หรือ 2 ของโลก ขึ้นอยู่กับมาตรการที่ใช้วัด) มีดุลการค้าเกินดุลในระดับสูงมากและต่อเนื่องยาวนาน การเกินดุลการค้าของจีนกำลังสร้างความปั่นป่วนครั้งใหญ่ให้กับเศรษฐกิจทั่วโลก โดยเฉพาะในสหรัฐฯ และยุโรป” ครุกแมนเขียนบทวิเคราะห์ลงในแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย substack.com

ครุกแมนยังชี้ว่า “ ยิ่งไปกว่านั้น จีนยังปกครองด้วยระบอบอำนาจนิยม การที่จีนเริ่มครองความเป็นเจ้าตลาดในหลายอุตสาหกรรมเชิงยุทธศาสตร์ ก่อให้เกิดความกังวลอย่างรุนแรง ทั้งในแง่ความมั่นคงแห่งชาติและในแง่การเป็นเจ้าทางเทคโนโลยี”

  • จีนเกินดุลการสูงสุดเป็นประวัติการณ์

ดุลการค้าเกินดุล หมายถึงมูลค่าสินค้าที่จีนส่งออกมากกว่าที่นำเข้า ครุกแมนอธิบายว่า ปกตินักเศรษฐศาสตร์และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) จะดูตัวเลขดุลบัญชีเดินสะพัด เพื่อจับตาดูว่าประเทศไหนเกินดุลมากเกินไป ดุลบัญชีเดินสะพัดรวมทั้งการค้าสินค้าและบริการ แต่จีนตกแต่งตัวเลขนี้เพื่อหลีกเลี่ยงแรงกดดันจากองค์กรระหว่างประเทศ   นักเศรษฐศาสตร์จึงต้องใช้ดุลการค้าสินค้าแทนซึ่งสามารถตรวจสอบความถูกต้องได้กับประเทศอื่นๆที่ค้าขายกับจีน 

ครุกแมนกล่าวว่า ที่ผ่านมาญี่ปุ่น และเยอรมนีเกินดุลการค้าในระดับสูง แต่สองประเทศมีเศรษฐกิจขนาดเล็กกว่าจีนมากจึงนำมาเปรียบเทียบกันไม่ได้ ดุลการค้าสะท้อนให้เห็นว่าดุลการค้าส่วนเกินของจีนในภาคการผลิตนั้นสูงและไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เมื่อเทียบกับขนาดเศรษฐกิจโลก จึงส่งกระทบอย่างมาก

ครุกแมนอ้างการวิเคราะห์ของ แบรด เซตเซอร์ (Brad Setser) นักเศรษฐศาสตร์ของสถาบัน Council on Foreign Relations มาสนับสนุนความเห็นของเขา เซตเซอร์ได้ประเมินว่า สัดส่วนการเกินดุลการค้าสินค้าอุตสาหกรรมของจีนต่อจีดีพีโลกปัจจุบันสูงเกิน 2% ซึ่งมากกว่าสัดส่วนของญี่ปุ่นและเยอรมนีรวมกัน และการเกินดุลของเยอรมนีและญี่ปุ่นมีแนวโน้มลดลงอย่างช้าๆ ขณะที่ของสหรัฐลดลงเร็วกว่า: ดูกราฟฟิก1

การเกินดุลการค้ามหาศาลของจีนป่วนเศรษฐกิจโลก-ไทย (ตอน1)

การเกินดุลการค้ามหาศาลของจีนนั้น สร้างความปั่นป่วนให้กับเศรษฐกิจประเทศต่างๆโดยเฉพาะสหรัฐฯ และยุโรป “สินค้าอุตสาหกรรม ของจีนครองตลาดโลกมากกว่าประเทศใดในประวัติศาสตร์ ส่งผลให้การผลิตสินค้าอุตสาหกรรมในประเทศอื่นๆ ลดลงประมาณ 9% เมื่อเปรียบเทียบกับกรณีหากไม่มีส่วนเกินดุลการค้ามหาศาลของจีน” ครุกแมนระบุ และชี้ว่าได้ส่งผลกระทบต่อการจ้างงานในประเทศเหล่านั้น 

ครุกแมนกล่าวว่า แม้การเกินดุลการค้าสูงมากของจีนอาจจะไม่ส่งผลลบต่อเศรษฐกิจโดยรวมทั้งหมดก็ตาม เพราะการจ้างงานในภาคอุตสาหกรรมที่ลดลงในหลายประเทศ อาจจะถูกชดเชยด้วยการจ้างงานในภาคบริการที่เพิ่มขึ้นได้  แต่กรณีนี้ก็ยังเป็นเรื่องน่าห่วง

  • การเกินดุลการค้าไม่ได้หมายความว่าเศรษฐกิจจีนเข้มแข็ง

ครุกแมนแจกแจงว่า คนมักเข้าใจผิดว่า การเกินดุลการค้าสะท้อนถึงเศรษฐกิจที่เข้มแข็ง แต่ความจริงแล้วมักจะสะท้อนความอ่อนแอ ยกตัวอย่างเช่น เยอรมนีเกินดุลการค้าสินค้าอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง ในทางกลับกันสหรัฐขาดดุลการค้ามาก แต่เศรษฐกิจสหรัฐเติบโตสูงกว่า เศรษฐกิจเยอรมนีมากในทศวรรษที่ผ่านมา: ตามกราฟฟิก 2 เปรียบเทียบการเติบโตของเศรษฐกิจสหรัฐกับเยอรมนี 

การเกินดุลการค้ามหาศาลของจีนป่วนเศรษฐกิจโลก-ไทย (ตอน1)

  • ปัญหาการบริโภคต่ำและนโยบายรัฐบาลจีน

แม้เศรษฐกิจจีนยังขยายตัว แต่การเติบโตเริ่มช้าลง และการบริโภคของประชาชนยังต่ำกว่ารายได้อย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งแตกต่างจากประเทศอื่นๆรวมถึงไทยที่การบริโภคจะสูงขึ้นตามรายได้: ดังกราฟฟิก 3 เฟดสาขานิวยอร์กแสดง

การเกินดุลการค้ามหาศาลของจีนป่วนเศรษฐกิจโลก-ไทย (ตอน1)

สาเหตุหลักคือการเปลี่ยนผ่านจากระบบเศรษฐกิจแบบวางแผนไปสู่ระบบตลาด ทำให้ความมั่นคงทางสังคมลดลง นโยบายเก่าให้มีลูกได้คนเดียว และปัญหาความเหลื่อมล้ำทำให้ครัวเรือนจีนต้องออมเงินมากเพื่อความมั่นใจในอนาคต ส่งผลให้การใช้จ่ายในประเทศน้อย "แม้รัฐบาลจีนประกาศมาตลอดว่า จำเป็นต้องปรับระบบเศรษฐกิจให้พึ่งพาการบริโภคภายในประเทศมากขึ้น แต่มันไม่เคยเกิดขึ้น" ครุกแมนกล่าว 

  • จีนออมและลงทุนมากเกินไป

จีนมีอัตราการออมและการลงทุนในประเทศสูงมาก ปัจจุบันอัตราการลงทุนรวมต่อจีดีพีอยู่ที่ประมาณ 40% เทียบกับของสหรัฐที่ 20% แต่ขณะเดียวกันอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจจีนก็ชะลอลง เนื่องจากจำนวนแรงงานลดลงและการเติบโตของผลิตภาพการผลิตถึงจุดอิ่มตัว การลงทุนจำนวนมากเริ่มให้ผลตอบแทนต่ำ เช่น การลงทุนสร้างที่อยู่อาศัยจำนวนมหาศาลที่กลายเป็น “เมืองร้าง” โมเดลเศรษฐกิจแบบนี้จึงไม่ยั่งยืน บรรดานักเศรษฐศาสตร์ ไอเอ็มเอฟ ธนาคารโลกต่างแนะนำให้จีนหันเหไปสู่การบริโภคมากขึ้นเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตโดยการเพิ่มสวัสดิการสังคม “แต่รัฐบาลยังคงเลือกที่จะกดการบริโภคและผลักดันการส่งออกลดการนำเข้าผ่านเครื่องมือสำคัญที่สุดคือทำให้เงินหยวนอ่อนค่า เสริมด้วยมาตรการอุดหนุนอุตสาหกรรมจากรัฐบาล” ครุกแมนระบุ

  • รัฐบาลจีนมุ่งนโยบายเกินดุลการค้าแทน

แม้องค์กรระหว่างประเทศและนักเศรษฐศาสตร์จะเห็นตรงกันว่าจีนควรสนับสนุนการบริโภคภายใน แต่รัฐบาลจีนยังคงยึดมั่นในแนวทางการลงทุนและส่งออกแทน สาเหตุหนึ่งมาจากอุดมการณ์และความกังวลว่าการเพิ่มสวัสดิการจะนำไปสู่กับดักรายได้ปานกลางอย่างในประเทศลาตินอเมริกา รวมถึงแรงจูงใจของกลุ่มผลประโยชน์ในระบบอำนาจนิยม ทำให้นโยบายหันไปสนับสนุนการลงทุนและการส่งออกอย่างต่อเนื่อง

  • กับดักการเกินดุลการค้าของจีน

เศรษฐกิจจีนที่มีการบริโภคต่ำและออมเงินสูงจำเป็นต้องพึ่งพาส่วนเกินดุลทางการค้ามหาศาลเพื่อรักษาระดับการจ้างงานและการเติบโตในประเทศ  

"ปัญหาก็คือ แม้ดุลการค้าเกินดุลของจีนอาจช่วยรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจจีนได้ แต่กลับสร้างผลกระทบที่บั่นทอนเสถียรภาพให้กับเศรษฐกิจของประเทศอื่น ๆ ดังนั้น การที่จีนปฏิเสธที่จะกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ จึงสร้างกับดักดุลการค้าเกินดุลขึ้น และกำลังนำไปสู่ความขัดแย้งทางเศรษฐกิจโลก" ครุกแมนสรุป