‘จีน’ ปรับยุทธศาสตร์ใหญ่
เบนเข็มหนุน ‘ภาคบริการ’ หลังการอุดหนุนจากการซื้อสินค้าไม่เห็นผล หวังเป็นเครื่องยนต์ใหม่กู้เศรษฐกิจโต
สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า “จีน” เตรียมเปลี่ยนทิศทางการอุดหนุนจากการซื้อสินค้าไปสู่ "ภาคบริการ" เช่น การดูแลผู้สูงอายุ การท่องเที่ยว และสันทนาการ เพื่อชดเชยอุปสงค์สินค้าในประเทศที่ซบเซา
จีนเดินหน้า 'ลงทุนในประชาชน’
รัฐบาลจีน มองว่าภาคบริการที่ใช้แรงงานเข้มข้นจะเป็นกุญแจสำคัญในการปรับสมดุลเศรษฐกิจ ลดการพึ่งพาการลงทุนขนาดใหญ่และการส่งออกแบบดั้งเดิมที่เริ่มถึงจุดอิ่มตัว
อุปสรรคสำคัญคือปัญหา "อุปทานขาดแคลนเรื้อรัง" ในภาคบริการ ซึ่งตรงข้ามกับภาคการผลิตที่มีสินค้าล้นตลาด เนื่องจากนโยบายของจีนเน้นส่งเสริมโรงงานมานานหลายปี
ธนาคารกลางของจีนเองก็ได้ออกมาเตือนว่า ปัญหาใหญ่ที่สุดของภาคส่วนนี้ยังคงอยู่ที่อุปทานที่ไม่เพียงพอ แม้ว่าปีที่ป่านมาจะมีการเปิดตัวโครงการปล่อยกู้มูลค่า 5 แสนล้านหยวนเพื่อสนับสนุนการบริโภคด้านการดูแลและบริการผู้สูงอายุ
ดังนั้น เหล่าบรรดาที่ปรึกษานโยบายและนักวิเคราะห์มองว่า การจะทำให้แผนนี้สำเร็จได้ รัฐบาลต้องปฏิรูปเชิงลึกเพื่อยกระดับรายได้ครัวเรือนและเสริมสร้างระบบสวัสดิการสังคมให้เข้มแข็ง เพื่อให้ประชาชนกล้าใช้จ่ายมากขึ้น
ตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วน ‘การบริโภค’
แหล่งข่าวที่ไม่ขอเปิดเผยชื่อระบุว่า “ผู้กำหนดนโยบายกำลังให้ความสำคัญกับการบริโภคภาคบริการมากขึ้น เนื่องจากมีศักยภาพสูง แต่การขยายภาคส่วนนี้จะเป็นกระบวนการทีละขั้นตอน เพื่อให้สอดคล้องกับการเติบโตทางเศรษฐกิจ"
ผู้นำจีนตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนการบริโภคภาคครัวเรือนให้ถึง 45% ของ GDP ภายในปี 2573 จากปัจจุบันที่อยู่ที่ประมาณ 40% โดยมีแผน "ลงทุนในประชาชน" ผ่านการเพิ่มงบประมาณด้านการศึกษา สาธารณสุข และประกันสังคม เพื่อเพิ่มกำลังซื้อให้ครอบครัวชาวจีน ซึ่งปัจจุบันมี GDP ต่อหัวเข้าใกล้ 14,000 ดอลลาร์ และเริ่มมีพฤติกรรมเปลี่ยนจากการซื้อสินค้าฟุ่มเฟือยมาเป็นการหาความสุขจากการท่องเที่ยวและบริการสุขภาพแทน
ข้อมูลทางเศรษฐกิจยืนยันการเปลี่ยนแปลงนี้ชัดเจน โดยในปี 2568 ยอดขายภาคบริการเติบโตถึง 5.5% สูงกว่าการเติบโตของสินค้าที่อยู่ที่ 3.7% ขณะที่ยอดขายปลีกสินค้าในเดือนธันวาคมขยายตัวเพียง 0.9% ซึ่งต่ำที่สุดในรอบหลายปี
นอกจากนี้ สัดส่วนการใช้จ่ายภาคบริการต่อหัวยังเพิ่มขึ้นเป็น 46.1% ของการใช้จ่ายทั้งหมดในปี 2568 เทียบกับ 40.3% ในปี 2557
ลินน์ ซง หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ประจำภูมิภาคจีนของ ING กล่าวว่า "การกระตุ้นอัตราการบริโภคภาคครัวเรือนเป็นเรื่องที่เป็นไปได้จริง แต่ขึ้นอยู่กับระดับความมุ่งมั่นของนโยบาย"
อย่างไรก็ตาม ING ระบุว่าระดับการบริโภคภาคครัวเรือนของจีนยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยโลกถึง 20% ของ GDP
ในด้านมาตรการสนับสนุน รัฐบาลกำลังพิจารณาขยายการอุดหนุนให้ครอบคลุมบริการต่างๆ เช่น การออกบัตรกำนัลดูแลผู้สูงอายุที่บ้าน การลดดอกเบี้ยให้ผู้ประกอบการบ้านพักคนชรา และอาจรวมถึงการขยายวันหยุดที่ได้รับค่าจ้างเพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยว
อย่างไรก็ดี S&P Global Ratings ตั้งข้อสังเกตว่าการเปลี่ยนแปลงอาจเป็นไปอย่างช้าๆ เนื่องจากรัฐบาลท้องถิ่นยังคงพึงพอใจกับการสนับสนุนภาคการผลิตที่จัดเก็บภาษีได้ง่ายกว่า
ความท้าทายที่ใหญ่ที่สุดคือ "เงินลงทุนที่ยังขาดหาย" โดย บริษัทหลักทรัพย์ Shenwan Hongyuan ประเมินว่าจีนยังขาดแคลนการลงทุนในภาคบริการสูงถึง 3.3 ล้านล้านหยวน
ปัจจุบันจีนมีเตียงรองรับผู้สูงอายุเพียง 30 เตียงต่อประชากร 1,000 คน ซึ่งต่ำกว่ามาตรฐานประเทศพัฒนาแล้วมาก ส่งผลให้สถานดูแลระดับไฮเอนด์มีราคาสูงเกินเอื้อมสำหรับผู้เกษียณอายุส่วนใหญ่ที่ได้รับเงินบำนาญน้อย และยังคงรอคอยสวัสดิการรัฐที่ราคาเข้าถึงได้มากกว่านี้
อ้างอิง Bloomberg





