ในการประชุมเลือกผู้นำเวียดนาม ถูกจับตาในฐานะ ‘จุดเปลี่ยนโครงสร้างอำนาจ’ เมื่อกระแสคาดการณ์ชี้ว่า ‘โต เลิม’ อาจเดินหน้ารวมศูนย์อำนาจ สู่โมเดลผู้นำเดี่ยวคล้ายจีน พร้อมวางเดิมพันใหญ่ ด้วยเป้าเศรษฐกิจโตอย่างน้อย 10% ท่ามกลางสงครามการค้า ภาษีสหรัฐ และโจทย์ปฏิรูปประเทศครั้งใหญ่
เปิดฉากขึ้นแล้วสำหรับการประชุมสมัชชาใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามครั้งที่ 14 ที่กรุงฮานอย ระหว่างวันที่ 19-25 ม.ค. เพื่อคัดเลือก “ผู้นำชุดใหม่” ที่จะกำหนดทิศทางประเทศในอีก 5 ปีข้างหน้า และอาจยาวไปถึงอีก 20 ปี เมื่อเวียดนามก้าวสู่การเฉลิมฉลองครบ 100 ปีแห่งการก่อตั้งประเทศ
การประชุมครั้งสำคัญนี้ เกิดขึ้นท่ามกลางจังหวะ “หัวเลี้ยวหัวต่อ” ของเศรษฐกิจประเทศที่เติบโตเร็วที่สุดแห่งหนึ่งของโลก เมื่อเวียดนามต้องเผชิญแรงกดดันรอบด้าน ทั้งสงครามการค้า ภาษีนำเข้าสหรัฐในอัตราสูงถึง 20% โครงสร้างประชากรที่กำลังเริ่มแก่ตัวอย่างรวดเร็ว และภารกิจปฏิรูปโครงสร้างรัฐกับระบบเศรษฐกิจครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายทศวรรษ
ไม่ใช่แค่เลือกผู้นำ แต่เลือกทิศทางประเทศ
ตลอด 7 วันของการประชุม ผู้แทนพรรคเกือบ 2,000 คนจากทั่วประเทศ จะร่วมกันเลือกคณะกรรมการกลาง คณะกรรมการกรมการเมือง (โปลิตบูโร) และตำแหน่งผู้นำระดับสูงของรัฐ พร้อมกำหนดเป้าหมายเศรษฐกิจและยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ
นักวิเคราะห์มองว่า การประชุมครั้งนี้ไม่ใช่เพียง “พิธีเปลี่ยนผ่านอำนาจตามวาระ” แต่เป็นจุดส่งสัญญาณสำคัญถึงทิศทางนโยบายใหม่ของเวียดนามในโลกที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว
“นี่คือการเปลี่ยนผ่านผู้นำที่เกิดขึ้นทุก 5 ปี แต่ปีนี้มีความสำคัญเป็นพิเศษ เพราะบริบทโลกเปลี่ยนไปอย่างมาก ทั้งด้านภาษีและระบบเศรษฐกิจโลก” เหวียน คัค เกียง นักวิชาการจากสถาบัน ISEAS-Yusof Ishak แห่งสิงคโปร์กล่าว
ผลักดัน ‘เศรษฐกิจพึ่งพาตัวเอง’
ศูนย์กลางของการประชุมครั้งนี้อยู่ที่ “โต เลิม” เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์คนปัจจุบัน ซึ่งก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งสูงสุดของประเทศในเดือนส.ค. 2024 หลังการถึงแก่อสัญกรรมของอดีตผู้นำเหวียน ฝู จ่อง โดยโต เลิมกำลังแสวงหา “วาระเต็มอีก 5 ปี” จากสมัชชาใหญ่ครั้งนี้
ที่ผ่านมา โต เลิม ถูกมองอย่างกว้างขวางว่าเป็นผู้นำที่ “กล้าเสี่ยง” โดยเขาได้เปิดฉากการปฏิรูประบบราชการครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายทศวรรษ ด้วยการควบรวมจังหวัด ลดจำนวนกระทรวง ลดตำแหน่งงานภาครัฐลงหลายหมื่นตำแหน่ง เพื่อเร่งกระบวนการตัดสินใจของรัฐ แม้ผลกระทบโดยรวมยังต้องใช้เวลาในการประเมิน เนื่องจากข้าราชการกำลังปรับตัว แต่ในบางโครงการลงทุน ระยะเวลาการอนุมัติก็กระชับขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
ขณะเดียวกัน เขายังผลักดันยุทธศาสตร์เศรษฐกิจใหม่ที่ประกาศให้ “ภาคเอกชน” เป็นพลังหลักของประเทศ ลดการพึ่งพาการลงทุนโดยตรงจากต่างชาติ (FDI) และการเติบโตที่อิงการส่งออกเป็นหลักเพียงอย่างเดียว
เป้าหมายสูงสุดของการปฏิรูปคือ การนำเวียดนามไปสู่สถานะ “ประเทศพัฒนาแล้ว” ภายในปี 2045 โดยรัฐบาลตั้งเป้าอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ “10% ขึ้นไป” ในระยะปี 2026-2030 หลังจากปีที่ผ่านมาขยายตัวได้ตามเป้าหมายราว 8%
โต เลิมกล่าวในการประชุมครั้งนี้ว่า เวียดนามมอง “วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรม และการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล” คือ แรงขับเคลื่อนหลักของเศรษฐกิจ พร้อมตั้งเป้าให้ประเทศก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางการเงินระดับนานาชาติ ควบคู่กับการเร่งสร้างท่าเรือ ศูนย์โลจิสติกส์ และสนามบิน รวมถึงพยายามทำให้ประเทศพึ่งพาเทคโนโลยีและห่วงโซ่อุปทานของตัวเองได้มากขึ้น โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมสำคัญ
โต เลิม ยังเน้นว่า “ความมั่นคงในยุคใหม่” ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ความมั่นคงด้านพรมแดนและอธิปไตยทางดินแดนเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมถึงความมั่นคงของระบอบการปกครอง วัฒนธรรม อุดมการณ์ เศรษฐกิจ การเงิน ข้อมูล พลังงาน น้ำ และอาหาร
ด้าน ผศ.มรกตวงศ์ ภูมิพลับ ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้สัมภาษณ์กับ “กรุงเทพธุรกิจ” ก่อนหน้านี้ว่า ยุทธศาสตร์เศรษฐกิจของเวียดนามมีความคล้ายคลึงกับ “จีน” ในแง่ของการพยายามสร้างสมดุลระหว่างตลาดภายในและภายนอก เพื่อไม่ให้อิงกับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมากเกินไป ซึ่งเราได้เห็นความพยายามในการ “ยกระดับอุตสาหกรรม” จากการรับจ้างผลิตสินค้าพื้นฐาน เช่น เสื้อผ้าหรือรองเท้า ไปสู่การผลิตสินค้าเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น ชิปและปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งเป็นแนวทางที่จีนเคยใช้ในการพัฒนาประเทศเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม เวียดนามยังคงแตกต่างจากจีนในด้านการควบคุมโดยรัฐ โดยที่เวียดนามยังคงมีบทบาทในการควบคุมและกำกับดูแลเศรษฐกิจอย่างเข้มงวด มากกว่ากรณีของจีนที่ให้อิสระแก่ภาคเอกชนในการแข่งขันมากกว่า จะเห็นได้จากกฎหมายและเงื่อนไขการร่วมลงทุนที่เข้มงวด ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า รัฐบาลยังคงกุมอำนาจหลักไว้ ถึงแม้จะมีการต้อนรับนักลงทุนต่างชาติก็ตาม
จากแรงงานราคาถูก สู่โจทย์เพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจ
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เวียดนามกลายเป็นหนึ่งในหัวใจของห่วงโซ่อุปทานโลก หลังบริษัทข้ามชาติย้ายฐานการผลิตออกจากจีนเพื่อลดความเสี่ยงจากสงครามการค้าสหรัฐ-จีน โดยตลาดสหรัฐคิดเป็น “เกือบหนึ่งในสาม” ของการส่งออกทั้งหมดของเวียดนาม
อย่างไรก็ตาม มาตรการภาษีของรัฐบาลทรัมป์ กลับกลายเป็นแรงเร่งให้ฮานอยต้องทบทวนโมเดลเศรษฐกิจเดิม
“เวียดนามจำเป็นต้องเพิ่มมูลค่าให้การส่งออก มากกว่าการพึ่งแรงงานราคาถูกและเงินลงทุนต่างชาติ” คาร์ล เทเยอร์ นักวิชาการด้านเวียดนามจากมหาวิทยาลัยนิวเซาท์เวลส์ แคนเบอร์รา และเป็นผู้เขียนหนังสือหลายเล่มเกี่ยวกับเวียดนามกล่าว พร้อมชี้ว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้เป็น “การเปลี่ยนโครงสร้างทั้งเศรษฐกิจและสังคม”
ปัจจุบัน เวียดนามมีระบบผู้นำแบบ “คณะผู้นำร่วม 4 คน” ประกอบด้วยเลขาธิการพรรค ประธานาธิบดี นายกรัฐมนตรี และประธานสภาแห่งชาติ โดยรายงานของสื่อหลายแห่งระบุว่า โต เลิม อาจจะขอควบตำแหน่งเลขาธิการพรรคควบคู่กับประธานาธิบดี
นักวิเคราะห์ชี้ว่า โต เลิม ได้รวบอำนาจทางการเมืองไว้กับตัวเองอย่างต่อเนื่องในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ก่อนขึ้นสู่ตำแหน่งสูงสุดในปี 2024 เขาเคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีความมั่นคงสาธารณะ และเป็นผู้นำการปราบปรามคอร์รัปชันครั้งใหญ่ ก่อให้เกิดความปั่นป่วนทางการเมืองที่แทบไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในเวียดนาม โดยมีเจ้าหน้าที่หลายร้อยคนรวมถึงบรรดาผู้นำระดับสูงของพรรคถูกจับกุมและถูกดำเนินคดี
เกมอำนาจภายใน และข่าวลือที่ไม่เคยหายไป
แม้พรรคจะพยายามส่งสัญญาณถึง “ความเป็นเอกภาพ” ในการคัดเลือกบุคลากร แต่ระบบการเมืองพรรคเดียวของเวียดนาม ซึ่งกระบวนการตัดสินใจเป็นความลับระดับรัฐ และเสรีภาพของสื่อมวลชนก็ถูกจำกัดไว้ ความคลุมเครือดังกล่าว ได้เปิดพื้นที่ให้ข่าวลือและการคาดการณ์แพร่สะพัดได้โดยง่าย ทั้งภายในประเทศและในสายตานานาชาติ
ดร.ไฮ หง็อก เหงียน อาจารย์อาวุโสด้านการเมือง การเปลี่ยนแปลงทางสังคม และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ประจำมหาวิทยาลัย VinUniversity เวียดนามเผยว่า ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา มี “ข่าวลือ” หนาหูเกี่ยวกับอนาคตทางการเมืองของผู้นำเวียดนามระดับสูงหลายคน ได้แก่ โต เลิม เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม พล.อ.เลือง เกื่อง ประธานาธิบดีเวียดนาม ฝ่าม มิงห์ จิ๋ง นายกรัฐมนตรีเวียดนาม และฟาน วัน ซาง รัฐมนตรีกลาโหมเวียดนาม
หากอิงตามกติกาใหม่ของพรรคคอมมิวนิสต์ ผู้นำที่มีอายุถึงเกณฑ์ต้องพ้นจากตำแหน่ง เมื่อถึงช่วงการประชุมสมัชชาใหญ่พรรค โต เลิม และเลือง เกื่อง จะมีอายุ 68 ปี ส่วนฝ่าม มิงห์ จิ๋ง จะอายุ 67 ปี ซึ่งทั้งสามคนเข้าข่ายต้องเกษียณอายุราชการ ขณะที่ฟาน วัน ซาง รมว.กลาโหม ซึ่งมีอายุ 65 ปี ยังสามารถดำรงตำแหน่งต่อไปได้
แต่ข่าวลือที่หลุดออกมากลับให้ภาพที่แตกต่างออกไป ก่อนการประชุมเต็มคณะครั้งที่ 15 มีรายชื่อผู้นำสองชุดที่ยังไม่เป็นทางการถูกเผยแพร่ออกมา ชุดแรกเป็นรายชื่อคณะกรรมการกรมการเมืองชุดใหม่ ซึ่งไม่มีชื่อของเลือง เกื่อง และระบุว่า โต เลิม, ฟาน วัน ซาง และฝ่าม มิงห์ จิ๋ง จะขยับขึ้นครองตำแหน่งหลัก ได้แก่ เลขาธิการพรรค ประธานประเทศ และนายกรัฐมนตรีตามลำดับ
ขณะที่รายชื่ออีกชุดหนึ่ง ยังคงให้โต เลิม และฟาน วัน ซาง อยู่ในตำแหน่งเดิม แต่เปลี่ยนนายกรัฐมนตรีจากฝ่าม มิงห์ จิ๋ง เป็นเล มิงห์ ฮึง ซึ่งปัจจุบันดูแลงานด้านการจัดองค์กรของพรรค โดยเลมีพื้นเพจากแวดวงการเงิน อายุน้อยกว่าฝ่ามถึง 17 ปี และถูกมองว่าจะได้อยู่ในโปลิตบูโรต่อไป หลังเพิ่งเข้ารับตำแหน่งเมื่อกลางปี 2024
ยิ่งไปกว่านั้น มีความเป็นไปได้ที่ “โต เลิม” อาจควบตำแหน่งเลขาธิการพรรคและประธานาธิบดีพร้อมกัน คล้ายโมเดลของจีนภายใต้ “สี จิ้นผิง”
หากเกิดการรวมศูนย์อำนาจจริง พรรคอาจต้องเผชิญแรงต้านจากฝ่ายอนุรักษนิยม และจำเป็นต้องแก้ไขทั้งกฎพรรคและรัฐธรรมนูญ เพื่อสร้างกลไกตรวจสอบและความรับผิดชอบที่ชัดเจนขึ้นต่อผู้ดำรงตำแหน่งดังกล่าว
เสถียรภาพ คือ ‘พรีเมียม’ ที่นักลงทุนต้องการ
ในมุมของนักลงทุนต่างชาติ ความชัดเจนทางอำนาจอาจไม่ใช่เรื่องลบ
“เวียดนามถูกบริหารเหมือนหุ้นส่วนหลายฝ่าย การรวมศูนย์อำนาจอาจทำให้ภาพการตัดสินใจคล้ายซีอีโอมากขึ้น ซึ่งนักลงทุนบางส่วนมองว่าไม่ใช่เรื่องเลวร้าย” โดมินิก สคริฟเวน ผู้ก่อตั้ง Dragon Capital กล่าว พร้อมย้ำว่า “ความไม่แน่นอนต่างหาก คือศัตรูของความทะเยอทะยานทางเศรษฐกิจ”
กว่า 40 ปีหลังการปฏิรูป “โด๋ยเม้ย” เวียดนามสามารถยกระดับประเทศจากความยากจน สู่หนึ่งในเศรษฐกิจขนาดใหญ่ของอาเซียน การค้าต่างประเทศพุ่งแตะกว่า 9.3 แสนล้านดอลลาร์ในปี 2025 และอัตราความยากจนลดลงเหลือราว 1.3%
แต่ผู้นำพรรคเองตระหนักดีว่า ความชอบธรรมของอำนาจในโลกปัจจุบัน ไม่ได้วัดจากคำประกาศในเอกสาร หากวัดจาก “ผลลัพธ์ที่ประชาชนสัมผัสได้จริง”
ดังที่อดีตเลขาธิการพรรค เหวียน ฝู จ่อง เคยกล่าวไว้ว่า “สมัชชาพรรคจะถือว่าประสบความสำเร็จ ก็ต่อเมื่อมติของพรรคถูกแปลงเป็นความมั่งคั่งและความกินดีอยู่ดีของประชาชน” และนี่คือโจทย์ใหญ่ที่ผู้นำเวียดนามชุดใหม่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้





