วันพุธ ที่ 4 มีนาคม 2569

Login
Login

เกิดอะไรขึ้นกับ ‘ชิเซโด้’ เครื่องสำอาง 154 ปี หมดยุคขายได้เพราะชื่อแบรนด์

เกิดอะไรขึ้นกับ ‘ชิเซโด้’  เครื่องสำอาง 154 ปี  หมดยุคขายได้เพราะชื่อแบรนด์

เกิดอะไรขึ้นกับ ‘ชิเซโด้’ แบรนด์เครื่องสำอางอายุ 154 ปีในตำนานของญี่ปุ่น กำลังเสียหลักให้กับการตลาดที่เปลี่ยนเร็ว เมื่อ ‘ความเก๋า’ ไม่ได้การันตีความอยู่รอด หมดยุคขายได้เพราะชื่อแบรนด์

ในโลกของความงาม ชื่อของ “ชิเซโด้” (Shiseido) คือตัวแทนของความประณีตและนวัตกรรมจากญี่ปุ่นที่ยืนหยัดมานานกว่า 154 ปี  แต่ในวันนี้ยักษ์ใหญ่ที่เคยเป็นคู่แข่งที่น่าเกรงขามของทั้ง L'Oreal และ Estee Lauder กำลังเผชิญกับบททดสอบสุดหินที่สุดเท่าที่เคยมีมา  

บทเรียนราคาแพงจาก Drunk Elephant

ย้อนกลับไป 6 ปีก่อน Shiseido พยายามแก้โจทย์การเข้าถึงวัยรุ่นด้วยการทุ่มเงินถึง 845 ล้านดอลลาร์ เพื่อซื้อกิจการแบรนด์ดังอย่าง “ดรังค์ เอเลแฟนท์” (Drunk Elephant) โดยหวังจะใช้เป็นทางลัดเข้าสู่ใจกลุ่ม Gen Z เพื่อให้เป็นธุรกิจเรือธงในอเมริกาเหนือ 

แต่แผนนี้กลับกลายเป็นบาดแผลใหญ่ เมื่อกระแสสังคมและวงจรความนิยมของผลิตภัณฑ์เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้แบรนด์นี้เสื่อมความนิยมลงในตลาดที่มีการแข่งขันสูงลิ่ว

รายได้ของ Drunk Elephant ในช่วง 9 เดือนแรกของปีที่ผ่านมา ดิ่งลงถึง 49% จน Shiseido ยอมรับผ่านตัวเลขทางบัญชีว่าเงินที่จ่ายไป 845 ล้านดอลลาร์นั้น ตอนนี้มันเหลือมูลค่าจริงๆ ไม่ถึงครึ่งของที่เคยจ่ายไป

ความล้มเหลวนี้สะท้อนว่า ในโลกยุคใหม่ "ส่วนแบ่งการตลาด" อาจหายไปได้ในพริบตา หากแบรนด์ไม่สามารถหมุนตามวงจรผลิตภัณฑ์ที่เร็วขึ้นและกระแสสังคมที่เปลี่ยนทิศได้ทัน

 แค่ชื่อแบรนด์ Shiseido ถึงไม่เพียงพออีกต่อไป?

ในยุคก่อน แบรนด์เครื่องสำอางยักษ์ใหญ่สามารถขายความเป็น Shiseido แต่ในตอนนี้แค่ชื่อแบรนด์ไม่ได้มีอิทธิพลต่อผู้บริโภคขนาดนั้นแล้ว 

มาซาคาสึ ทาเคดะ จาก Sparx Asia ให้มุมมองที่น่าสนใจว่า "เมื่อก่อนแค่แปะยี่ห้อ Shiseido สินค้าก็ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า แต่ตอนนี้ไม่ใช่แบบนั้นแล้ว"

ปัจจุบัน  ความสำเร็จของแบรนด์คู่แข่งจากเกาหลีและจีน อย่าง Amorepacific หรือ Kolmar Korea ที่มีความคล่องตัวสูงและการเข้ามาของแบรนด์ราคาประหยัดที่ชุความเป็น Clean Beauty ซึ่งเป็นจุดขายเดียวกับ Shiseido ก็ชิงส่วนแบ่งตลาดจนแซงหน้า Shiseido และกลายเป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ที่สุดไปยังสหรัฐไปแล้ว

เกิดอะไรขึ้นกับ ‘ชิเซโด้’  เครื่องสำอาง 154 ปี  หมดยุคขายได้เพราะชื่อแบรนด์

ดังนั้น ในยุคที่ผู้เล่นทุกคน "ไม่ได้นิ่งเฉย" ความไร้ประสิทธิภาพแบบบริษัทญี่ปุ่นดั้งเดิมที่ต้นทุนคงที่สูงและขยับตัวช้า กำลังกลายเป็นตัวฉุดรั้งที่อันตราย

ตลาดจีนซบเซา ขาดทุนครั้งประวัติศาสตร์

ที่ผ่านมา “จีน”  เคยเป็นขุมทรัพย์หลักสำหรับ Shiseido แต่กลับกลายเป็นโจทย์หิน ทั้งจากเศรษฐกิจที่ชะลอตัวและความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ มิหนำซ้ำแบรนด์ท้องถิ่นของจีนเองยังได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ   

ทาคาชิ มิยาซากิ นักวิเคราะห์จาก Goldman Sachs แนะนำว่า สำหรับบริษัทใหญ่ที่มีทรัพยากรจำกัดอย่างชิเซโด้ การ "ลดจำนวนแบรนด์" และมุ่งเน้นทรัพยากรไปที่แบรนด์หลักดูจะสมเหตุสมผลกว่าการไล่ซื้อกิจการใหม่เพิ่ม

 ปลายปีที่ผ่านมา Shiseido เปิดเผยในเดือนพ.ย.ว่า เตรียมปลดพนักงานเพิ่มอีก 200 คนในประเทศญี่ปุ่น จากการประกาศแผนการปรับโครงสร้างธุรกิจในเดือนก.ย.ที่ปลดพนักงานไปแล้ว 300 คนในสหรัฐอเมริกา ซึ่งก่อนหน้านี้ก็ประกาศปลดพนักงานผ่านโครงการเกษียณก่อนกำหนดเป็นจำนวนมากถึง 1,500 คนในปี 2567

การประกาศปลดพนักงานเมื่อปลายปีที่ผ่านมา บริษัทระบุว่ามีความเป็นไปได้ที่บริษัทจะเผชิญกับผลประกอบการขาดทุนมากที่สุดเป็นประวัติการณ์สำหรับสิ้นสุดเดือนธ.ค.2568  ที่คาดว่าจะพุ่งขึ้นแตะ 52,000 ล้านเยน  หรือกว่า 10,920 ล้านบาท

เกิดอะไรขึ้นกับ ‘ชิเซโด้’  เครื่องสำอาง 154 ปี  หมดยุคขายได้เพราะชื่อแบรนด์

ตอนนี้ บริษัทมีมูลค่าตลาดปัจจุบันอยู่ที่ 1.07 ล้านล้านเยน หลังจากราคาหุ้นของ Shiseido ดิ่งลงเหลือเพียง 1 ใน 3 จากจุดสูงสุดในปี 2562 จนนักลงทุนรายใหญ่บางรายถึงกับตัดสินใจ "ล้างพอร์ต" และขายหุ้นทิ้งทั้งหมด 

อย่าง Aberdeen Investments ซึ่งเคยถือหุ้นตัวนี้มายาวนานกว่า 10 ปี ได้ตัดสินใจ เทขายหุ้นทั้งหมด ไปเมื่อเดือนมีนาคม 2567 โดยให้เหตุผลว่ายังมองไม่เห็นโอกาสที่จะกลับมาลงทุนได้ในเร็วๆ นี้

แผนกู้ชีพ Shiseido  

ภายใต้การนำของ “เคนทาโร ฟูจิวาระ” ซีอีโอของ Shiseido ก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ และกำลังเร่งปรับโครงสร้างครั้งใหญ่เพื่อรักษาอนาคตของแบรนด์ไว้ และตั้งเป้าเพิ่มยอดขาย 2% ถึง 5% ต่อปีไปจนถึงปี  2573 และต้องมี อัตรากำไรจากการดำเนินงานหลักไม่ต่ำกว่า 10%

บริษัทตั้งเป้าตัดค่าใช้จ่าย 2.5 หมื่นล้านเยนในปีนี้ ด้วยการปรับปรุงสายการผลิตและลดการจ้างภายนอก เน้นให้ความสำคัญกับแบรนด์ไฮเอนด์อย่าง    Clé de Peau Beauté ที่มีกำไรสูง และขยายแบรนด์ระดับกลางอย่าง Nars รวมถึงน้ำหอมแบรนด์ดัง เช่น Max Mara

อย่างไรก็ดี ผลประกอบการประจำปีที่กำลังจะเปิดเผยในเดือนก.พ.ที่จะถึงนี้จะเป็นตัวชี้วัดว่า ตำนาน 154 ปีรายนี้จะสามารถแก้เกมธุรกิจครั้งนี้ได้หรือไม่  

แต่หากล้มเหลว บริษัทอาจถูกกดดันให้หั่นชิ้นส่วนธุรกิจขายตามความต้องการของนักลงทุนอย่าง Independent Franchise Partners ที่ถือหุ้น Shiseido อยู่ถึง 8% ซึ่งจะสร้างความเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างธุรกิจของแบรนด์ครั้งใหญ่

 

อ้างอิง Bloomberg