คู่มือซีอีโอยุค ‘ทรัมป์’ อยู่รอดในปีที่ 2 เจาะลึก 5 กลยุทธ์ตั้งรับนโยบายสุดโต่ง กับการแทรกแซงธุรกิจที่รุนแรงที่สุดในรอบศตวรรษ
ภาคธุรกิจสหรัฐ กำลังก้าวเข้าสู่ปีที่ 2 ของสมัยที่สองภายใต้ประธานาธิบดี “โดนัลด์ ทรัมป์” พร้อมกับบทเรียนในตลอดปีที่ผ่านมาว่าการเคลื่อนไหวของทรัมป์มีผลต่อธุรกิจรุนแรงพอๆ กับกลไกทางเศรษฐกิจ ทรัมป์ได้ทำลายกฎเกณฑ์เดิมๆ ระหว่างทำเนียบขาวกับมหาเศรษฐีวงการอุตสาหกรรม โดยใช้การ “กดดัน” ส่วนตัวเข้าแทนที่ระเบียบแบบแผนที่เคยมีมา
ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ทรัมป์ทำให้วอลล์สตรีทต้องตะลึงด้วยการเสนอให้คุมเพดานดอกเบี้ยบัตรเครดิตไว้ที่ 10% กดดันบริษัทพลังงานให้เข้าไปฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานน้ำมันเวเนซุเอลา และยังสั่งสอบสวนทางอาญาต่อนาย “เจอโรม พาวเวลล์” ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ซึ่งกระทบต่อความเป็นอิสระของนโยบายการเงินสหรัฐอย่างรุนแรง นอกจากนี้ยังมีเรื่องภาษีนำเข้าและการโจมตีกลุ่มธุรกิจสื่อ
5 กลยุทธ์ที่ซีอีโอควรทำในยุคประธานาธิบดีทรัมป์
ดังนั้นเหล่า CEO ของแต่ละบริษัทในตอนนี้ ต้องปรับตัวเข้าหาประธานาธิบดีที่ชอบแทรกแซงมากที่สุดในรอบเกือบศตวรรษ ซึ่งบลูมเบิร์กมองว่านี้คือ 5 กลยุทธ์ที่ซีอีโอควรทำ
กลยุทธ์ที่ 1 การเข้าหาโดยตรง
ทรัมป์เป็นประธานาธิบดีที่แปลกตรงที่เขา "เข้าถึงง่าย" ผ่านโทรศัพท์มือถือส่วนตัว เขาเคยชม ทิม คุก จาก Apple ว่าเป็นผู้บริหารที่ยอดเยี่ยมเพราะ "เขาโทรหาผมโดยตรง ในขณะที่คนอื่นไม่ทำ" เช่นเดียวกับผู้บริหารของ Nvidia และ Salesforce ที่เคยโทรหาเขาเพื่อขอให้ยกเลิกการส่งกองกำลังไปยังซานฟรานซิสโก
อย่างไรก็ตาม สำหรับ CEO ที่ไม่มีสายตรงถึงทรัมป์ การหาช่องทางผ่านคนสนิทเป็นเรื่องสำคัญ เช่น ซูซี่ ไวลส์หัวหน้าคณะทำงาน หรือ สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง รวมถึงการไปปรากฏตัวในสถานที่ที่คนฝั่ง MAGA ชอบไป เช่น ร้านอาหาร Butterworth’s หรือ Occidental ในวอชิงตัน เพื่อสร้างสายสัมพันธ์แบบไม่เป็นทางการ
กลยุทธ์ที่ 2 ปรับตัวอย่างเงียบๆ และรู้จัก "เอาใจ"
ในยุคนี้ ทรัมป์เปลี่ยนความสนใจจากกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ในนิวยอร์ก ไปสู่กลุ่มเทคโนโลยีและนักลงทุนสายเสรีนิยม เช่น เจนเซน หวง จาก Nvidia ซึ่งได้รับสิทธิพิเศษต่างๆ เพราะรู้จักวิธีการสื่อสารที่ทำให้ทรัมป์รู้สึกว่าเขาเป็น "ผู้ฟังที่ดี"
นอกจากนี้ การเข้าหาด้วย "ของขวัญ" หรือการแสดงความจริงใจก็ช่วยได้ เช่น ทิม คุก เคยให้แผ่นแก้วโลโก้ Apple บนฐานทองคำ 24 กะรัต หรือนักธุรกิจสวิสที่นำทองแท่งมามอบให้ นักวิเคราะห์มองว่าทรัมป์บริหารงานเหมือน "เจ้าชายในยุคกลาง" ที่ต้องการได้รับการเอาใจและการยอมรับส่วนตัว
กลยุทธ์ที่ 3 ให้ความรู้ แต่อย่าบ่น
สิ่งที่ทรัมป์ให้ความสำคัญคือ "การจ้างงานในอเมริกา" และ "การลงทุนในประเทศ" CEO ที่ฉลาดจะไม่ออกไปโต้เถียงกับเขาตรงๆ แต่จะใช้วิธีนำเสนอข้อมูลว่า ธุรกิจของตนจะช่วยทำให้อเมริกาดีขึ้นได้อย่างไร โดยต้องสรุปให้สั้น ง่าย และมีภาพประกอบ เพราะทรัมป์ไม่ชอบอ่านรายงานยาวๆ
ตัวอย่างเช่น Target ที่ใช้วิธีส่งข้อมูลเรื่องผลกระทบของภาษีนำเข้าต่อผู้บริโภคอย่างเงียบๆ แทนการออกมาด่ากราด หรือ Walmart ที่เลือกจะนิ่งเฉยเมื่อถูกทรัมป์โจมตีผ่านโซเชียล เพราะการต่อต้านอย่างรุนแรงอาจนำมาซึ่งการล้างแค้นจากอำนาจรัฐได้
กลยุทธ์ที่ 4 ใช้สื่อให้ถูกช่องทาง
ในเมื่อทรัมป์มีเครือข่ายสื่อของตัวเอง ทั้ง X (Twitter), Truth Social และรายการใน Fox Business ภาคธุรกิจจึงต้องปรับตัว เช่น Coca-Cola ที่เปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาส เมื่อทรัมป์โพสต์ว่าโค้กตกลงจะใช้ "น้ำตาลจริง" แทนน้ำตาลข้าวโพด CEO ของโค้กก็ไม่ได้ปฏิเสธ แต่ใช้โอกาสนั้นเปิดตัวสินค้าใหม่ผ่าน Fox Business เพื่อเอาใจฝ่ายบริหารทันที
กลยุทธ์ที่ 5 ทุกอย่างคือการแลกเปลี่ยน
ภายใต้การนำของเจ้าของหนังสือ The Art of the Deal ทุกความสัมพันธ์คือ "ธุรกิจ" ใครอยากได้อะไรต้องมีสิ่งมาแลกเปลี่ยน
กรณีของ Intel เป็นตัวอย่างที่ชัดเจน เมื่อบริษัทต้องการเงินสนับสนุน ทรัมป์บีบจน CEO ต้องลาออกและยอมให้รัฐบาลเข้ามาถือหุ้นใหญ่เกือบ 9 พันล้านดอลลาร์ เพื่อแลกกับการอยู่รอด
นอกจากนี้ การบริจาคเงินสร้างห้องจัดเลี้ยงในทำเนียบขาว หรือการประกาศลงทุนในสหรัฐ แม้จะเป็นโปรเจกต์เดิมที่มีอยู่แล้ว ก็เป็นวิธีที่หลายบริษัท เช่น Amazon, Google, และ Lockheed Martin ใช้เพื่อซื้อ "ความอุ่นใจ" ว่าจะไม่ตกเป็นเป้าโจมตี
ในปี 2026 ที่กำลังจะมาถึง ทรัมป์ต้องเผชิญกับคะแนนนิยมที่ลดลงและเงินเฟ้อ ซึ่งอาจทำให้เขาใช้อำนาจกดดันภาคธุรกิจหนักขึ้นเพื่อสร้างผลงานทางการเมือง สำหรับ CEO แล้ว กฎเกณฑ์ในยุคนี้ไม่มีอะไรแน่นอน
"ควรเขียนแผนกลยุทธ์ด้วยดินสอ ไม่ใช่ปากกา และต้องเตรียมยางลบไว้ใกล้ตัวเสมอ" เพราะทรัมป์สามารถเปลี่ยนกฎของเกมได้ทุกเมื่อที่เขาต้องการ
อ้างอิง Bloomberg





