background-default

วันเสาร์ ที่ 17 มกราคม 2569

Login
Login

'ตลาดสินเชื่อทั่วโลก' ร้อนแรงสุดในรอบเกือบ 20 ปี เอกชนทั่วโลกจ่อออกหุ้นกู้ทุบสถิติใหม่

'ตลาดสินเชื่อทั่วโลก' ร้อนแรงสุดในรอบเกือบ 20 ปี เอกชนทั่วโลกจ่อออกหุ้นกู้ทุบสถิติใหม่

ตลาดสินเชื่อทั่วโลกกำลังร้อนแรงที่สุดในรอบเกือบ 20 ปี ส่วนต่างผลตอบแทนต่ำสุดนับตั้งแต่ช่วงก่อนซับไพรม์ ผู้จัดการกองทุนเตือนอย่าชะล่าใจกระโจนเข้าตลาดเสี่ยง

สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า ตลาดสินเชื่อ (credit) ทั่วโลกกำลังเคลื่อนไหวร้อนแรงที่สุดในรอบสองทศวรรษ ทำให้ผู้จัดการกองทุนรายใหญ่ที่สุดของโลกหลายแห่งซึ่งรวมถึง อเบอร์ดีน อินเวสต์เมนท์ส (Aberdeen Investments) และพิมโก้ (Pimco) ต้องออกมาส่งสัญญาณเตือนให้ระวังต่อภาวะ "ความชะล่าใจ" ในตลาดที่กำลังเกิดขึ้น

ดัชนีตราสารหนี้ของบลูมเบิร์ก ซึ่งครอบคลุมทุกสกุลเงินและอันดับความน่าเชื่อถือ แสดงให้เห็นว่า ส่วนต่างอัตราผลตอบแทนของหุ้นกู้เอกชนได้หดตัวลงเหลือเพียง 103 bsp ซึ่งนับเป็นระดับที่ต่ำที่สุดนับตั้งแต่เดือนมิ.ย. 2007 

ในขณะที่ภาพรวมเศรษฐกิจยังคงมีความแข็งแกร่ง สถานการณ์ดังกล่าวนำมาซึ่ง "สภาวะที่ย้อนแย้ง" เมื่อผู้จัดการกองทุนต่างไม่อยากพลาดโอกาสในการสร้างผลกำไร แต่ขณะเดียวกันก็ต้องยอมรับผลตอบแทนที่น้อยลงท่ามกลางความเสี่ยงที่กำลังเพิ่มสูงขึ้นรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นนโยบายสหรัฐที่ยากจะคาดเดา ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ และปัญหา "หนี้ซ่อนเร้น" ที่อาจนำไปสู่การล้มละลายของบริษัทต่างๆ อย่างกะทันหัน 

“คำว่าความชะล่าใจ ควรจะเป็นคำที่น่ากลัวที่สุดในตลาดความเสี่ยง ณ เวลานี้” ลุค ฮิคอร์ ผู้อำนวยการฝ่ายการลงทุนด้านตราสารหนี้ของ Aberdeen กล่าวพร้อมเสริมว่า “สิ่งเดียวที่คุณสามารถทำได้ในตอนนี้ คือการไม่เข้าไปเก็งกำไรในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงจนเกินไป” 

อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันผู้จัดการกองทุนจำนวนมากยังคงเดินหน้าเข้าลงทุนตามกระแสการปรับตัวขึ้นของตลาด ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากความคาดหวังเรื่องการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) และธนาคารกลางอื่นๆ ซึ่งการผ่อนคลายนโยบายทางการเงินอาจช่วยให้เศรษฐกิจโลกสามารถรับมือกับภัยคุกคามจากนโยบายภาษีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ 

เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา ธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) ได้ปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลกในปีนี้เป็น 2.6% จากคาดการณ์เดิมที่ 2.4% 

ทั้งนี้ ผู้กำหนดนโยบายต้องสร้างสมดุลระหว่างมาตรการรักษาระดับการเติบโตนี้กับความพยายามป้องกันไม่ให้เงินเฟ้อเร่งตัวขึ้นอีกครั้ง ความสมดุลที่ยากลำบากนี้ถูกจับตามองอย่างใกล้ชิด เนื่องจากกระทรวงยุติธรรมสหรัฐกำลังสอบสวน "เจอโรม พาวเวลล์" ประธานเฟด ซึ่งพาวเวลล์กล่าวว่าการขู่ตั้งข้อหาทางอาญา เกิดจากการที่เฟดกำหนดอัตราดอกเบี้ยโดยอิงจากการประเมินที่ดีที่สุดของตนเอง มากกว่าที่จะทำตามความต้องการของทรัมป์ที่ต้องการลดอัตราดอกเบี้ยให้มากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ในขณะนี้ บรรยากาศเชิงบวกในตลาดสินเชื่อยังช่วยหนุนตลาดตราสารหนี้ที่มีความเสี่ยงสูงด้วย โดยส่วนต่างผลตอบแทนพิเศษที่นักลงทุนเรียกร้องจากการถือครองตราสารหนี้ชั้นขยะ (Junk Notes) ได้ร่วงลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบเกือบสองทศวรรษเช่นกัน 

ทิฟฟานี ไวลดิง และแอนดรูว์ บอลส์ จาก Pimco ระบุในรายงานวิเคราะห์ประจำเดือนนี้ว่า “ผลตอบแทนที่แข็งแกร่งในช่วงที่ผ่านมากลายเป็นเชื้อไฟที่กระตุ้นให้เกิดภาวะชะล่าใจ” ส่งผลให้ Pimco เริ่มเพิ่มความระมัดระวังในการเลือกเข้าลงทุนในตลาดสินเชื่อ เนื่องจากคาดการณ์ว่าปัจจัยพื้นฐานมีแนวโน้มที่จะแย่ลง 

ในฝั่งของผู้กู้ยืมนั้น พบว่าบริษัทต่างๆ กำลังเร่งระดมทุนผ่านการออกหุ้นกู้จำนวนมาก โดยในช่วงครึ่งเดือนแรกของเดือนม.ค. 2026 มีการออกหุ้นกู้มูลค่ารวมประมาณ 4.35 แสนล้านดอลลาร์ ซึ่งถือเป็นระดับ "สูงสุดเป็นประวัติการณ์" สำหรับช่วงเวลาดังกล่าว และสูงกว่ายอดรวมในช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้วถึงกว่า 1 ใน 3 ตามข้อมูลของบลูมเบิร์ก

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ โกลด์แมน แซคส์ กรุ๊ป (Goldman Sachs Group) ที่ระดมทุนได้ถึง 1.6 หมื่นล้านดอลลาร์เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา นับเป็นการขายหุ้นกู้ระดับลงทุนครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมาของธนาคารในวอลล์สตรีท และคาดว่าปี 2026 นี้จะเป็นปีที่การออกหุ้นกู้ภาคเอกชนทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ 

จนถึงขณะนี้ อุปทานที่ล้นหลามยังไม่กระตุ้นให้เกิดการปรับลดการลงทุนแต่อย่างใด และทำให้ปี 2026 เริ่มต้นได้อย่างแข็งแกร่ง โดยทั้งหุ้นกู้เกรดลงทุนและหุ้นกู้ขยะสกุลดอลลาร์สามารถต่อยอดสร้างผลตอบแทนได้สูงกว่าพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐตลอด 3 ปีที่ผ่านมา แต่หากความเสี่ยงอื่นๆ ปะทุขึ้นในอนาคตและทำลายบรรยากาศเชิงบวกในวงกว้าง ปริมาณหนี้จำนวนมหาศาลเหล่านี้อาจย้อนกลับมาสร้างปัญหาให้แก่นักลงทุนได้ในที่สุด