ญี่ปุ่นกำลังเจอวิกฤติ ‘เงินสมองเสื่อม’ เมื่อผู้สูงอายุที่มีภาวะสมองเสื่อมถอย ถือครองสินทรัพย์เกือบ ‘ครึ่งหนึ่ง’ ของจีดีพีประเทศ เงินมหาศาลเหล่านี้กำลังเสี่ยงถูกแช่แข็ง ใช้ผิด หรือหายไปกับการตัดสินใจพลาด แรงกระแทกนี้ไม่ได้หยุดอยู่ที่ผู้สูงอายุ หากสามารถลุกลามไปถึงรุ่นลูกหลาน ตลาดการเงิน และการเติบโตของเศรษฐกิจทั้งประเทศ
ในวันที่ “ญี่ปุ่น” ก้าวเข้าสู่ “สังคมผู้สูงวัย” อย่างสมบูรณ์แบบ วิกฤติลูกใหม่กำลังก่อตัวเงียบ ๆ ใต้ผิวน้ำ วิกฤติที่ไม่ใช่โรคระบาด ไม่ใช่หนี้สาธารณะ แต่คือ “เงินสมองเสื่อม” (Dementia Money)
สินทรัพย์มูลค่ามหาศาลที่ตกอยู่ในมือผู้สูงวัยซึ่งสติปัญญาเริ่มถดถอย กำลังกลายเป็นแรงฉุดเศรษฐกิจอย่างไม่มีใครคาดคิดมาก่อน
เดิมที “ภาวะสมองเสื่อม” ถูกมองว่าเป็นปัญหาสุขภาพส่วนบุคคล หรือภาระของระบบสาธารณสุข แต่วันนี้ ญี่ปุ่นกำลังค้นพบความจริงที่น่าตกใจว่า เมื่อสมองเสื่อม การเงินก็เสื่อมตาม และเมื่อการเงินของคนจำนวนมากสะดุด เศรษฐกิจทั้งประเทศก็สะดุดไปพร้อมกัน
เงินที่ควรถูกนำไปลงทุน หมุนเวียน และขับเคลื่อนการเติบโต กลับถูกแช่แข็ง ถูกใช้ผิด หรือหายไปกับการตัดสินใจที่ผิดพลาด
จากเรื่อง “สุขภาพคนชรา” นี่กำลังลุกลามเป็นความเสี่ยงเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจญี่ปุ่น
มูลค่าเงินมหาศาลถูกแช่แข็ง
จากข้อมูลของธนาคาร Sumitomo Mitsui Trust พบว่า ผู้สูงอายุที่มีสัญญาณของภาวะสมองเสื่อมในญี่ปุ่น ถือครองสินทรัพย์สภาพคล่องรวมกันสูงถึง 315 ล้านล้านเยน (ประมาณ 62 ล้านล้านบาท) ซึ่งคิดเป็นมูลค่า “เกือบครึ่งหนึ่ง” ของจีดีพีญี่ปุ่น สินทรัพย์เหล่านี้มีความเสี่ยงสูงที่จะถูกบริหารจัดการผิดพลาด ถูกแช่แข็งตามกฎหมายเมื่อเจ้าของบัญชีไม่สามารถตัดสินใจได้เอง หรือตกเป็นเป้าหมายของการฉ้อโกง
สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า ผลกระทบนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในญี่ปุ่นเท่านั้น ใน “สหรัฐ” ผู้สูงอายุที่มีภาวะสมองเสื่อม ถือครองสินทรัพย์รวมกว่า 6 ล้านล้านดอลลาร์ และในเกาหลีใต้อีกกว่า 1.07 แสนล้านดอลลาร์ ซึ่งแสดงให้เห็นว่า นี่คือ “ประเด็นระดับโลก” ที่ทุกประเทศกำลังเผชิญ
“ผู้สูงอายุส่วนใหญ่ยังไม่มีมาตรการใดๆ ในการจัดการการเงินของตนเอง ทำให้ตกอยู่ในความเสี่ยงต่อการสูญเสียทรัพย์สินและการถูกเอาเปรียบทางการเงิน เรื่องนี้น่ากลัวมาก” ซาโตชิ โนจิริ ซีอีโอของบริษัทที่ปรึกษาด้านการเงิน FinWell Research กล่าว
“เงินมูลค่าหลายล้านล้าน กำลังสะสมอยู่ในบัญชีของผู้สูงอายุ แต่เราแทบไม่มีความเข้าใจที่ชัดเจนว่า จะนำเงินเหล่านี้ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจได้อย่างไร”
โครงสร้างประชากร ทำให้ญี่ปุ่น ‘เปราะบางกว่าที่คิด’
สิ่งที่ทำให้ปัญหา “เงินสมองเสื่อม” รุนแรงเป็นพิเศษในญี่ปุ่น ไม่ใช่แค่จำนวนผู้สูงอายุที่มากขึ้น แต่คือ โครงสร้างประชากรที่เข้าสู่ช่วงอายุเสี่ยง “พร้อมกันทั้งประเทศ”
วันนี้ ญี่ปุ่นมีประชากร “กว่าหนึ่งในสาม” อายุเกิน 65 ปี และ “กว่าหนึ่งในสิบ” อายุเกิน 80 ปี ขณะที่อายุขัยเฉลี่ยยืนยาวถึง 85 ปี หมายความว่า คนจำนวนมากต้องบริหารเงินของตนเองในช่วงชีวิตที่ยาวขึ้น แต่ด้วยศักยภาพทางการรับรู้ที่ลดลงเรื่อย ๆ
งานวิจัยด้านเศรษฐศาสตร์สุขภาพและประสาทวิทยาชี้ตรงกันว่า ตั้งแต่อายุราว 65 ปีขึ้นไป สมองส่วนที่เกี่ยวข้องกับการวางแผนล่วงหน้า การควบคุมแรงกระตุ้น การประเมินความเสี่ยงและผลตอบแทน จะค่อย ๆ เสื่อมถอยอย่างช้า ๆ และเงียบงัน
นี่คือความเสื่อมที่เจ้าตัวมัก “ไม่รู้ตัว”
ผู้สูงอายุจำนวนมากยังรู้สึกว่าตนเองคิดได้ดีเหมือนเดิม แต่ในความเป็นจริง การตัดสินใจเริ่มเปลี่ยนไปแล้ว
จากความผิดพลาดเล็ก ๆ สู่ความเสียหายใหญ่
ความเสี่ยงทางการเงินจากวัยชราไม่ได้เริ่มจากการลงทุนผิดพลาดครั้งใหญ่ แต่มักเริ่มจากเรื่องเล็กน้อยที่ไม่มีใครใส่ใจ
เริ่มตั้งแต่การลืมจ่ายบิล หลงเชื่อข้อเสนอที่ดู “คุ้มเกินจริง” ใช้เงินตามอารมณ์มากกว่าการวางแผน ตัดสินใจช้า หรือไม่ตัดสินใจเลยในจังหวะสำคัญของตลาด
เมื่อเวลาผ่านไป ความผิดพลาดเล็ก ๆ เหล่านี้จะสะสม กลายเป็นการเลือกสินทรัพย์ที่ไม่เหมาะสม ปล่อยเงินสดก้อนใหญ่ให้นอนนิ่ง หรือเปิดช่องให้ “มิจฉาชีพ” เข้าถึงทรัพย์สินได้ง่ายขึ้น
สถิติในญี่ปุ่นสะท้อนภาพนี้อย่างชัดเจน ผู้สูงอายุเป็นกลุ่มที่ตกเป็นเหยื่อการหลอกลวงทางการเงินไม่น้อย ซึ่งไม่ใช่เพราะขาดประสบการณ์ แต่เพราะสมองเริ่มประเมินความเสี่ยงผิดพลาด
โคเฮ โคมามูระ ศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัย Keio ในกรุงโตเกียว ระบุว่า ความเสื่อมถอยทางสติปัญญาในวัยชรา จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการสูญเสียความมั่งคั่ง งานวิจัยของเขาซึ่งอ้างอิงจากการศึกษาผู้สูงอายุชาวญี่ปุ่นราว 2,200 คน พบว่า ผู้ที่มีอายุมากกว่า 60 ปีและมีอาการของภาวะเสื่อมถอยทางสติปัญญา ถือครองทรัพย์สินทางการเงินโดยเฉลี่ยน้อยกว่ากลุ่มที่มีสติปัญญาปกติราว 40%
โคมามูระอธิบายว่า ช่องว่างดังกล่าวเกิดขึ้นเป็นหลักจากพฤติกรรมการใช้จ่ายที่ขาดความยั้งคิด และการบริหารจัดการสินทรัพย์ที่ไม่มีประสิทธิภาพ และหากแนวโน้มนี้ยังดำเนินต่อไปท่ามกลางสังคมสูงวัยที่ขยายตัวอย่างรวดเร็วในญี่ปุ่น เขาเตือนว่า ผลกระทบที่ตามมาไม่เพียงฉุดรั้งการลงทุนเท่านั้น แต่ยังอาจสร้างความเสียหายอย่างรุนแรงต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจ และก่อให้เกิดความบิดเบือนในระบบตลาดการเงินโดยรวม
แรงกระแทกส่งต่อถึงรุ่นลูกและหลาน
สำหรับผลกระทบของปัญหานี้ ไม่ได้กระทบแค่ตัวผู้สูงอายุเท่านั้น แต่ส่งผลต่อ “คนรุ่นลูกและหลาน” โดยตรง
“ลูกๆ และหลานๆ ของผู้ป่วยภาวะสมองเสื่อม จะได้รับทรัพย์สินมรดกลดลง หรือแทบไม่ได้รับเลย และในทางกลับกัน ยังจำเป็นต้องโอนกลับไปช่วยดูแลพ่อแม่ของตนเอง” จิง ลี่ นักเศรษฐศาสตร์ด้านสุขภาพกล่าว
ภาระนี้ยิ่งหนักในญี่ปุ่น เพราะมีผู้สูงอายุจำนวนมากเมื่อเทียบกับคนวัยทำงาน ในปัจจุบัน คนวัยทำงาน 100 คน ต้องดูแลผู้สูงอายุถึง 50.3 คน ซึ่งถือว่าสูงมากในระดับโลก
อย่างไรก็ตาม ครอบครัวจำนวนมากยังไม่เผชิญหน้ากับประเด็นนี้อย่างจริงจัง เรื่องเงินยังคงเป็นหัวข้อต้องห้ามในหลายครัวเรือนของญี่ปุ่น ส่งผลให้ลูกๆ ไม่ได้รับรู้ถึงความเปราะบางทางการเงินของพ่อแม่ งานวิจัยของโคมามูระระบุว่า มีผู้สูงอายุมากกว่า 65 ปีเพียงหนึ่งในสามเท่านั้น ที่เคยพูดคุยเรื่องการเงินกับบุตรหลานของตน
ชิซึโกะ ซึ่งขอใช้นามสมมติแทนทั้งตัวเธอและลูกสาวเพื่อปกป้องความเป็นส่วนตัว ลงทุนในตลาดหุ้นมาเป็นเวลากว่าสามทศวรรษ ตลอดเส้นทางอาชีพของเธอ เธอเคยดูแลผู้ป่วยภาวะสมองเสื่อมมาแล้ว แต่กลับไม่เคยตระหนักถึงความเสี่ยงทางการเงินที่มากับโรคนี้เลย กระทั่งในปี 2024 ไม ลูกสาวของเธอหยิบยกประเด็นนี้ขึ้นมาพูด หลังจากบัญชีของญาติผู้สูงอายุคนหนึ่ง “ถูกอายัด”
การสนทนาดังกล่าวทำให้ชิซึโกะตัดสินใจแต่งตั้งไมให้เป็นผู้ดูแลบัญชีของเธอ
“ไม่ใช่ว่าฉันต้องพึ่งพาทรัพย์สินของพ่อแม่” ไมกล่าว “แต่ฉันรู้ดีว่า การปล่อยให้เงินเหล่านั้นหยุดนิ่งไปเฉยๆ คือความสูญเปล่า”
ระบบการเงินปรับตัว รับมือ ‘สมองเสื่อม’
เมื่อปัญหา “เงินสมองเสื่อม” เริ่มส่งแรงสะเทือนถึงระบบเศรษฐกิจญี่ปุ่นเป็นวงกว้าง ธนาคารและบริษัทหลักทรัพย์หลายแห่งเริ่มขยับตัวรับมือ
หนึ่งในมาตรการสำคัญคือ การเปิดตัวบัญชีและทรัสต์ประเภท “การสนับสนุนโดยครอบครัว” (Family-Support)
โมเดลนี้เปิดทางให้ “ญาติ” สามารถเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารจัดการทรัพย์สินของผู้สูงอายุได้ตั้งแต่ช่วงที่เจ้าของบัญชียังมีความสามารถในการตัดสินใจ ไม่ต้องรอให้เกิดภาวะสมองเสื่อมจนสายเกินไป
แนวคิดนี้ไม่ใช่การ “ยึดอำนาจ” ทางการเงินจากผู้สูงวัย แต่คือการค่อย ๆ โอนผ่านความรับผิดชอบอย่างมีระบบ ลดความเสี่ยงจากการตัดสินใจผิดพลาดในอนาคต
ขณะเดียวกัน ก็ช่วยป้องกันการถูกหลอกลวง และลดโอกาสที่สินทรัพย์จะถูกแช่แข็งโดยไม่จำเป็น อีกทั้งสถาบันการเงินหลายแห่ง ยังจัดตั้งศูนย์ให้คำปรึกษาเฉพาะทาง ออกแบบมาเพื่อรองรับผู้ป่วยภาวะสมองเสื่อมและครอบครัวโดยตรง ทั้งในด้านการจัดการบัญชี การวางแผนมรดก และการรับมือกับสถานการณ์ เมื่อความสามารถการตัดสินใจของผู้สูงอายุเริ่มลดลง
สินทรัพย์ที่ถูกล็อกเหล่านี้ ถือเป็น “โอกาสที่สูญหายไปอย่างมหาศาล” ต่อระบบเศรษฐกิจ ตามมุมมองของซาโตชิ โนจิริ จาก FinWell เขาระบุว่า หากสามารถนำเงินเหล่านี้มาใช้ได้แม้เพียงส่วนเล็กน้อย ก็จะช่วยกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยประเมินว่า หากประชาชนอายุเกิน 60 ปี ใช้จ่ายเพียง 0.25% ของความมั่งคั่งที่ถือครองอยู่ จีดีพีของญี่ปุ่นจะเพิ่มขึ้นถึง 1%
มาโกโตะ โออิชิ ทนายความที่ประจำอยู่ในเมืองโยโกฮามา ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายมรดกและประเด็นผู้สูงอายุ เผยว่า เขาเคยเห็นดีลเข้าซื้อกิจการหลายกรณีล่มลง เพราะผู้ถือหุ้นสูงอายุไม่สามารถขายหุ้นที่ถืออยู่ได้ “ถ้าผู้ถือหุ้นรายใหญ่เกิดภาวะสมองเสื่อมขึ้นมา นั่นจะกลายเป็นปัญหาใหญ่ทันที” เขากล่าว
บรรดาผู้เชี่ยวชาญเห็นตรงกันว่า มาตรการเร่งด่วนที่สุดคือ “การให้ความรู้” เพื่อกระตุ้นให้ผู้คนวางแผนล่วงหน้า และตระหนักถึงความเสี่ยงทางการเงินที่มากับความเสื่อมถอยทางสติปัญญาในวัยชรา โดยในระยะยาว จำเป็นต้องทำควบคู่ไปกับการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรม ให้ครอบครัวพูดคุยเรื่องเงินอย่างเปิดเผยมากขึ้น รวมถึงการปฏิรูปกฎหมายที่กำลังดำเนินอยู่ในขณะนี้
อ้างอิง: bloomberg, bbc, reuters





