'คุมดอกเบี้ยบัตรเครดิต 10%' ใครได้-ใครเสีย เปิดเม็ดเงินกำไรแบงก์สหรัฐกว่าแสนล้านดอลลาร์ ที่ทำให้แผนทรัมป์สะเทือนทั้งวอลล์สตรีทและสภาคองเกรส แม้โอกาสทำจริงเป็นไปได้ยาก
นอกจากสมรภูมิต่างประเทศแล้ว ในอเมริกาเองประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ก็กำลังเปิดแนวรบรอบด้าน ตั้งแต่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ไปจนถึงวอลล์สตรีท โดยเสนอไอเดียหลายอย่าง เช่น การขยายเงินกู้บ้านเป็นสูงสุด 50 ปี การห้ามวอลล์สตรีทกว้านซื้อบ้านเดี่ยวเพื่อหวังกดราคาบ้านลง และล่าสุดการพยายามคุมเพดานดอกเบี้ยบัตรเครดิตที่ 10% ต่อปี
ทรัมป์พยายามรื้อฟื้นคำมั่นที่เคยหาเสียงเอาไว้เรื่องการกำหนดเพดานอัตราดอกเบี้ย เพื่อหวังเอาใจชนชั้นกลางฐานเสียงใหญ่ แม้จะยังไม่ชัดเจนว่าเขาจะทำให้เกิดขึ้นจริงได้อย่างไร แต่รอบนี้บรรดาธนาคารและผู้ให้กู้ต่างก็ตกอยู่ในภาวะตื่นตระหนก และพยายามตั้งการ์ดนับตั้งแต่ทรัมป์โพสต์ข้อความบนโซเชียลมีเดียเมื่อคืนวันศุกร์ เรียกร้องให้กำหนดเพดานอัตราดอกเบี้ยบัตรเครดิตที่ 10% เป็นเวลา 1 ปี
"ค่าธรรมเนียมดอกเบี้ยบัตรเครดิต" เหล่านี้ นับเป็นแหล่งรายได้หลักที่สำคัญของผู้ออกบัตรเครดิต ซึ่งรัฐบาลสหรัฐไม่เคยเข้าไปแตะต้องเรื่องเพดานดอกเบี้ยได้เลยนับตั้งแต่ปล่อยไปตามกลไกตลาดเสรีตั้งแต่ทศวรรษที่ 1970 เดอะนิวยอร์กไทม์สระบุว่า คำเรียกร้องของทรัมป์ดูจะเป็นเพียง “ความปรารถนา” มากกว่าคำสั่งที่มีผลบังคับใช้จริง เนื่องจากยังไม่เห็นช่องทางชัดเจนที่ฝ่ายบริหารจะสามารถกำหนดเพดานดอกเบี้ยได้โดยลำพัง และ "สภาคองเกรส" เองก็ไม่ได้มีท่าทีสนใจที่จะดำเนินการด้วย
คุมเพดานดอกเบี้ยบัตรเครดิต ยาก/ง่ายแค่ไหน
หากทรัมป์พยายามใช้คำสั่งฝ่ายบริหารเพื่อบังคับใช้ ก็จะเผชิญการฟ้องร้องจากบริษัทบัตรเครดิตทันที และเขาก็ไม่สามารถใช้อำนาจผ่านสำนักงานคุ้มครองผู้บริโภคทางการเงิน (CFPB) ได้ เนื่องจากภายใต้กฎหมาย "ดอดด์ แฟรงก์" หน่วยงานดังกล่าวถูกห้ามไม่ให้กำหนดเพดานดอกเบี้ย หากไม่มีการออกกฎหมายจากรัฐสภา
ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายและการเงินระบุว่า การกำหนดเพดานดอกเบี้ยบัตรเครดิตในระดับรัฐบาลกลางแทบจะทำไม่ได้เลยหากไม่ผ่านการออกกฎหมายโดยรัฐสภา และจนถึงขณะนี้ยังไม่มีสัญญาณว่าผู้นำพรรครีพับลิกันสนใจจะดำเนินการ
ประธานสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐ ไมค์ จอห์นสัน แสดงท่าทีไม่เห็นด้วยโดยระบุว่ามาตรการดังกล่าวอาจ "ส่งผลในทางลบต่อผู้คนจำนวนมาก” เนื่องจากบริษัทบัตรเครดิตอาจตอบโต้ด้วยการใช้วิธีเลือกปล่อยสินเชื่อให้ผู้บริโภคบางกลุ่ม
อย่างไรก็ตาม หากทำเนียบขาวผลักดันการออกร่างกฎหมายอย่างจริงจัง ก็ยังมีแรงสนับสนุนบางส่วนในรัฐสภาจากทั้งสองพรรค วุฒิสมาชิกเบอร์นี แซนเดอร์ส จากพรรคเดโมแครต และจอช ฮอว์ลีย์ จากพรรครีพับลิกัน เคยเสนอร่างกฎหมายเมื่อปีที่แล้วเพื่อกำหนดเพดานดอกเบี้ยที่ 10% เป็นเวลาหลายปี แต่ร่างดังกล่าวชะงักไปเนื่องจากขาดการสนับสนุนจากประธานาธิบดี ทว่าก็สามารถถูกหยิบขึ้นมาพิจารณาได้ใหม่
มีรายงานว่าหลังจากที่เอลิซาเบธ วอร์เรน ส.ว. พรรคเดโมแครตกล่าวถึงวิสัยทัศน์ทางเศรษฐกิจของพรรคเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ประธานาธิบดีทรัมป์ได้โทรศัพท์ไปพูดคุยกับเธอในเวลาต่อมา เกี่ยวกับความต้องการกำหนดเพดานดอกเบี้ยบัตรเครดิต ซึ่งส.ว.ฝ่ายซ้ายรายนี้ก็สนับสนุนเต็มที่ และเห็นว่าทรัมป์ยังไม่ได้ลงมือทำเรื่องนี้จริงจังนับตั้งแต่หาเสียงเอาไว้
ผู้บริโภคจะได้ประโยชน์อย่างไร
จากข้อมูลของเฟดพบว่า มูลหนี้บัตรเครดิตของสหรัฐในปัจจุบันพุ่งทะยานไปมากกว่า "1.21 ล้านล้านดอลลาร์" (กว่า 38 ล้านล้านบาท) ไปแล้ว และชาวอเมริกันราว 37% ล้วนมีหนี้คงค้างในบัตรเครดิต
ทั้งนี้ ดอกเบี้ยบัตรเครดิตในสหรัฐปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 19.6%–23.8% ต่อปี (APR) และสำหรับคนที่มีเครดิตไม่ดี อัตราดอกเบี้ยอาจสูงขึ้นเกิน 30% ขึ้นไป
อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่องตลอดสองทศวรรษที่ผ่านมา จนแตะ 22% ในเดือนพ.ย. 2024 หากอัตราดอกเบี้ยลดลงเหลือ 10% ผู้บริโภคอาจประหยัดเงินได้ถึง "100,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี" หรือเฉลี่ยราว 899 ดอลลาร์ต่อคน (คนละประมาณ 28,300 บาท) ตามการวิเคราะห์ของนักวิจัยมหาวิทยาลัยแวนเดอร์บิลต์
แบงก์จะสูญเสียเท่าไร
เพดานดอกเบี้ยจะสร้างแรงกระแทกอย่างหนักต่อผลกำไรของธนาคารและผู้ให้กู้บัตรเครดิต ในฐานะที่ธุรกิจบัตรเครดิตคือแหล่งรายได้มหาศาลของแบงก์และบริษัทการเงิน
ข้อมูลจากหน่วยงานคุ้มครองผู้บริโภคระบุว่า อุตสาหกรรมนี้มีรายได้จากดอกเบี้ยรวม 160,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2024 เพิ่มขึ้นกว่า 50% จาก 105,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2022 ตัวเลขดังกล่าวสูงกว่ารายได้จากแหล่งกำไรหลักอื่นๆ เช่น การซื้อขายหลักทรัพย์ ซึ่งธนาคารขนาดใหญ่ทำรายได้จากการซื้อขายในตลาดรวมกัน 133,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2023
เฉพาะบริษัท Capital One เพียงแห่งเดียว ก็ทำรายได้จากดอกเบี้ยบัตรเครดิตไปถึง 22,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2024 และหากกำหนดเพดานที่ 10% จะทำให้รายได้นี้หายไปถึง "ครึ่งหนึ่ง"
“โมเดลการปล่อยสินเชื่อบัตรเครดิตสำหรับตลาดทั่วไป ไม่สามารถอยู่รอดได้ภายใต้เพดานดอกเบี้ย 10%” นักวิเคราะห์จาก Morningstar ระบุ
การเข้าถึงสินเชื่อจะลดลงจริงหรือไม่
สิ่งที่หลายฝ่ายกังวลก็คือ การส่งเสียงเตือนจากบรรดาธนาคารว่า เพดานดอกเบี้ยจะบังคับให้พวกเขาต้องลดวงเงินสินเชื่อที่ปล่อยกู้ลง แทนที่จะปล่อยกู้ขาดทุน และอาจส่งผลกระทบต่อครัวเรือนที่เปราะบางให้ไปพึ่งพาเงินกู้นอกระบบ ซึ่งคิดดอกเบี้ยสูงกว่าเดิม
อย่างไรก็ตาม นักวิจัยบางส่วนชี้ว่าธนาคารยังสามารถออกบัตรเครดิตดอกเบี้ยต่ำและทำกำไรได้ หากลดงบการตลาด โดยการศึกษาของเฟดสาขานิวยอร์กระบุว่า ค่าใช้จ่ายด้านการตลาดเป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันอัตราดอกเบี้ยให้สูงขึ้น
มหาวิทยาลัยแวนเดอร์บิลต์เสนอว่า หากกำหนดเพดาน 10% การลดการเข้าถึงสินเชื่อจะกระทบเฉพาะกลุ่มลูกค้าที่มีความเสี่ยงสูงที่สุดเท่านั้น
จะเกิดอะไรขึ้นต่อไป
ปธน.ทรัมป์กล่าวเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ย้ำจุดยืนเรียกร้องให้ผู้ออกบัตรเครดิตลดอัตราดอกเบี้ยลงเหลือ 10% เป็นเวลา 1 ปี พร้อมกำหนดเส้นตายให้ปฏิบัติตามภายในวันที่ 20 ม.ค. ซึ่งหากไม่ปฏิบัติตามข้อเรียกร้องของเขาจะถือว่า “ฝ่าฝืนกฎหมาย”
อย่างไรก็ตาม หากทรัมป์พยายามผลักดันข้อเรียกร้องนี้ให้เป็นกฎหมายจริง กลุ่มธนาคารก็เตรียมพร้อมสู้ โดยล่าสุดกลุ่มสมาคมและล็อบบี้ยิสต์ 5 กลุ่มใหญ่ได้ออกแถลงการณ์ร่วมกันว่า เห็นด้วยกับเป้าหมายในการช่วยให้ประชาชนเข้าถึงสินเชื่อราคาย่อมเยา แต่ก็เตือนว่าเพดานดอกเบี้ย 10% จะบั่นทอนการเข้าถึงสินเชื่อของครอบครัวและธุรกิจขนาดเล็กจำนวนมาก
ด้วยเวลาเหลือไม่ถึงหนึ่งสัปดาห์ก่อนเส้นตายวันที่ 20 ม.ค. ยังไม่มีผู้ให้กู้รายใหญ่รายใดลดดอกเบี้ยโดยสมัครใจ และนักวิเคราะห์มองว่าข้อเรียกร้องของทรัมป์อาจจะยังไม่เกิดผลในระยะใกล้นี้
ที่มา: The New York Times





