background-default

วันพฤหัสบดี ที่ 15 มกราคม 2569

Login
Login

ทุนจีนไหลเข้าเวียดนามไม่หยุด ไม่หวั่นภาษีทรัมป์ จุดสงสัยทางเลี่ยงภาษีทุนจีน?

ทุนจีนไหลเข้าเวียดนามไม่หยุด ไม่หวั่นภาษีทรัมป์ จุดสงสัยทางเลี่ยงภาษีทุนจีน?

สหรัฐเร่งกดดันด้วยภาษีเพื่อสกัดสินค้าจีนที่อ้อมผ่านเวียดนาม แต่เงินทุนจากจีนและฮ่องกงยังคงไหลเข้า ‘เวียดนาม’ ไม่ขาดสาย พร้อมกับตัวเลขเกินดุลการค้ากับสหรัฐที่ทุบสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ นี่คือ ‘ทางเลี่ยงภาษี’ ของทุนจีนหรือไม่ หรือคือการก้าวขึ้นเป็นฐานอุตสาหกรรมตัวจริงในสงครามการค้าโลก

แม้ว่าสหรัฐใช้มาตรการภาษีเข้ม เพื่อสกัดสินค้าจีนที่อ้อมผ่านเวียดนามไปสหรัฐ (Transshipment) แต่การลงทุนจากจีนและฮ่องกงใน “เวียดนาม” ตลอดปี 2025 กลับยังคงแข็งแกร่ง สะท้อนว่าเวียดนามไม่ได้เป็นเพียงทางผ่านของห่วงโซ่อุปทานอีกต่อไป หากกำลังกลายเป็น “ฐานการผลิตและตลาดปลายทางที่แท้จริงของทุนจีน”

ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติของเวียดนามระบุว่า นักลงทุนจากจีน และฮ่องกงได้ยื่นขอลงทุนในเวียดนามรวม 8.14 พันล้านดอลลาร์ในปี 2025 ใกล้เคียงกับปีก่อนหน้าที่ 8.21 พันล้านดอลลาร์ เมื่อรวมกันแล้ว “จีนและฮ่องกง” ถือเป็นแหล่งเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) รายใหญ่ที่สุดของเวียดนามในปีที่ผ่านมา แซงหน้าสิงคโปร์และเกาหลีใต้

ภาษีทรัมป์กระทบแค่ระยะสั้น เงินทุนฟื้นตัวเร็ว

เว็บไซต์นิกเกอิ เอเชียรายงานว่า ในช่วงต้นปี 2025 การลงทุนจากจีนและฮ่องกงไหลเข้าเวียดนามเฉลี่ย 600–700 ล้านดอลลาร์ต่อเดือน ก่อนจะชะลอลงเหลือราว 200–400 ล้านดอลลาร์ระหว่างเดือนพฤษภาคม–กรกฎาคม หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ประกาศมาตรการภาษีตอบโต้ทั่วโลก

อย่างไรก็ดี หลังการเจรจาอย่างเข้มข้น วอชิงตันลดอัตราภาษีต่อเวียดนามลงเหลือ 20% จากที่เคยขู่ไว้ที่ 46% ในเดือนกรกฎาคม ส่งผลให้เงินลงทุนจากจีนและฮ่องกงฟื้นตัวทันที กลับมาอยู่ที่ 500–800 ล้านดอลลาร์ต่อเดือนในช่วงสิงหาคม–พฤศจิกายน และพุ่งขึ้นถึง 1.4 พันล้านดอลลาร์ ในเดือนธันวาคม

อย่างไรก็ตาม แม้ตัวเลขเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ที่ถูกนำเงินเข้ามาใช้จริงในปีที่ผ่านมา จะอยู่ที่ 27,620 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ และเพิ่มขึ้น 9% จากปี 2024 แต่เงินลงทุนที่นำมาใช้จริงเหล่านี้ ส่วนใหญ่เป็นผลจากคำมั่นลงทุนที่ให้ไว้ตั้งแต่ปีก่อนหน้าแล้ว

ดังนั้น ผลกระทบที่แท้จริงจากนโยบายภาษีของทรัมป์ อาจยังไม่สะท้อนชัดในตัวเลขปีนี้ และจำเป็นต้องจับตาข้อมูลในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า

ไม่ใช่แค่เลี่ยงภาษี แต่คือการปักฐานจริง

คาร์โล ฟาบริซี เลขาธิการสมาคมการค้าและการลงทุนเวียดนาม–จีน (VCTI) ให้สัมภาษณ์กับนิกเกอิ เอเชียว่า แม้แรงจูงใจด้านการหลีกเลี่ยงภาษีสหรัฐ จะเป็นส่วนหนึ่งของการตัดสินใจ แต่ไม่ใช่เหตุผลเดียว

เขาชี้ว่า เวียดนามกำลัง “ดูดซับวัตถุดิบและชิ้นส่วน” เพื่อรองรับฐานการผลิตเพื่อการส่งออกของตัวเองอย่างแท้จริง โดยนักลงทุนจีนให้ความสนใจสูงในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ชิ้นส่วน สิ่งทอ เฟอร์นิเจอร์ และการผลิตขนาดเบา

ฟาบริซีซึ่งย้ายจากเซี่ยงไฮ้มาประจำที่ฮานอยเปิดเผยว่า เขาสนับสนุนการตั้งโรงงานเครื่องพิมพ์จากจีน และการขยายกำลังผลิตของผู้ผลิตสิ่งทอรายใหญ่ในเวียดนาม

ทุนจีนไหลเข้าเวียดนามไม่หยุด ไม่หวั่นภาษีทรัมป์ จุดสงสัยทางเลี่ยงภาษีทุนจีน?

ไม่ใช้เป็นแค่ฐานผลิต แต่มุ่งขายตรงเวียดนามด้วย

ภาพเดียวกันสะท้อนจากภาคธุรกิจท้องถิ่น มาน ถิ แทง เถ่า ผู้อำนวยการบริษัท Dong Duong Metal Production–Trading ระบุว่า คำสั่งซื้อจากลูกค้าจีนเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน โดยเฉพาะจากซัพพลายเออร์แผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ อุปกรณ์แสงสว่าง กล้อง อุปกรณ์พกพา และเครื่องมือทำสวน

เธอเล่าว่า ลูกค้าจีนที่ตั้งฐานในเวียดนาม “คิดเป็น 70% ของยอดขายในประเทศ” จากเดิม 50% ในปี 2024 และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอีกในปี 2026

“ผู้ขายสินค้าจีนในกลุ่มอุปกรณ์ไฟฟ้าและเครื่องใช้ในบ้านบอกกับฉันว่า พวกเขาชอบขายสินค้าให้เวียดนามมาก” เถ่ากล่าว พร้อมอธิบายว่า

“ไม่ใช่เพื่อส่งต่อสินค้าไปยังสหรัฐ แต่เพราะขณะนี้ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้และแอฟริกา ได้กลายเป็นตลาดหลักของพวกเขาแล้ว”

หนึ่งในตัวอย่างสำคัญคือ ผู้ผลิตรถยนต์จีน Chery มีแผนจะลงทุนในเวียดนามสูงสุด 800 ล้านดอลลาร์ โดยโรงงานที่จะเริ่มผลิตกลางปี 2026 จะเป็น “โรงงานใหญ่ที่สุดของบริษัทในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้” และจะผลิตรถเพื่อจำหน่ายทั้งในเวียดนามและตลาดอื่นๆ ในภูมิภาค

ข้อตกลงการค้าเสรีภายในอาเซียน ทำให้เวียดนามเป็นฐานการผลิตที่เหมาะสมในการเข้าถึงตลาดเกิดใหม่ แต่ขณะเดียวกัน เวียดนามเองก็เริ่มเป็น “ตลาดผู้บริโภค” ที่น่าสนใจ ภายใต้การปฏิรูปเศรษฐกิจครั้งใหญ่ที่สุดในรอบกว่า 40 ปี เพื่อมุ่งสู่ประเทศพัฒนาแล้วภายในปี 2045

“อีกหนึ่งแนวโน้มคือ บริษัทจีนหันมาเจาะตลาดภายในประเทศเวียดนาม ‘มากกว่า’ การผลิตเพื่อส่งออก” ฟาบริซีกล่าว พร้อมยกตัวอย่างคำร้องขอที่เขาได้รับ เพื่อช่วยนำสินค้าอย่างขนมขบเคี้ยว ชานมไข่มุก และสินค้าอุปโภคบริโภคอื่นๆ เข้ามาจำหน่ายในเวียดนาม ซึ่งมีประชากรมากกว่า 100 ล้านคน

เขากล่าวเสริมว่า “นอกเหนือจากอาหารและเครื่องดื่มแล้ว ยังมีความสนใจในการติดตั้งตู้จำหน่ายสินค้าอัตโนมัติ โดยเฉพาะตู้ที่จำหน่าย ‘กล่องสุ่ม’ ”

“แนวคิดนี้ได้รับความนิยมอย่างมากในเวียดนาม โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ เช่น ฮานอย และโฮจิมินห์ซิตี้”

ทุนจีนไหลเข้าเวียดนามไม่หยุด ไม่หวั่นภาษีทรัมป์ จุดสงสัยทางเลี่ยงภาษีทุนจีน?

ทุบสถิติเกินดุลสหรัฐ จุดข้อสงสัยเป็นทางผ่านทุนจีน?

ในปี 2025 เวียดนามนำเข้าสินค้าจากจีน 186,000 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 20% จากปีก่อน โดยสินค้ากลุ่มคอมพิวเตอร์ อิเล็กทรอนิกส์ และชิ้นส่วน พุ่งขึ้นถึง 51% จนแตะ 48,000 ล้านดอลลาร์ในช่วงเดือนมกราคมถึงพฤศจิกายน

ฟาบริซีระบุว่า ส่วนหนึ่งเป็นเพราะวัตถุดิบสำคัญจำนวนมาก เช่น เหล็กอัลลอยคุณภาพสูง รวมถึงชิ้นส่วนกึ่งสำเร็จรูปอย่างตลับลูกปืน ไม่สามารถจัดหาได้ภายในประเทศ จึงต้องพึ่งพาการนำเข้าจากจีนหรือเกาหลีใต้เป็นหลัก

อย่างไรก็ดี การส่งออกเวียดนามไปสหรัฐยังคงพุ่งแรง ทำสถิติ “เกินดุลการค้ากับสหรัฐสูงสุดเป็นประวัติการณ์” เกือบ 134,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2025 จนทำให้วอชิงตันหันมาจับตาปัญหาการถ่ายโอนสินค้าอย่างใกล้ชิด และขู่ใช้ภาษี 40% กับสินค้าที่เข้าข่าย ซึ่งอาจเป็นสินค้าจีนที่เปลี่ยนฉลาก หรือปรับแก้ใบรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า ก่อนส่งออกไปยังสหรัฐเพื่อหลีกเลี่ยงภาษี

ด้านมาร์โก ฟอร์สเตอร์ ผู้อำนวยการบริษัทที่ปรึกษา Dezan Shira & Associates ชี้ให้เห็นถึงความท้าทายในการติดตามการ “ถ่ายโอนสินค้า” โดยระบุว่า

“ความโปร่งใสในระดับบริษัท ยังคงมีข้อจำกัด ทำให้ยากต่อการประเมินตัวเลขได้อย่างแม่นยำ”

อย่างไรก็ดี เขาเสริมว่า การบังคับใช้กฎหมายของเวียดนามต่อพฤติกรรมดังกล่าว กำลัง “เข้มงวดขึ้นเรื่อย ๆ”

“เวียดนามได้เสริมความแข็งแกร่งในการตรวจสอบถิ่นกำเนิดสินค้า การตรวจสอบการปฏิบัติตามกฎระเบียบ และจับตาการพุ่งขึ้นของการค้าอย่างผิดปกติ” ฟอร์สเตอร์กล่าว

“ผลที่ตามมาน่าจะเป็นจำนวนโครงการขนาดใหญ่ที่เป็นข่าวลดลง แต่การลงทุนจะมีคุณภาพสูงขึ้น และสามารถยืนหยัดได้มากขึ้นในระบบนิเวศอุตสาหกรรมของเวียดนาม”

ขณะที่มาร์ติน ฟิดเดน ซีอีโอ Savills Asia Pacific มองว่า ภูมิทัศน์ภาษีใหม่กำลังผลักให้ธุรกิจจำนวนหนึ่ง “หันมาค้าขายกับตะวันออกมากกว่าตะวันตก” และการลงทุนในเวียดนาม อินโดนีเซีย และมาเลเซีย มีแรงหนุนจากการจัดโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานมากกว่าการเก็งกำไรระยะสั้น

ท้ายที่สุด แม้แรงกดดันจากสหรัฐจะยังไม่จางหาย แต่ทิศทางเงินทุนจีนในเวียดนาม กำลังเปลี่ยนจากการ “เลี่ยงภาษี” ไปสู่การ “ฝังตัวในระบบอุตสาหกรรม” มากขึ้น และอาจเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดบทบาทของเวียดนามในห่วงโซ่อุปทานโลกยุคสงครามการค้า

อ้างอิง: nikkei