‘สหรัฐ’ เผยขาดดุลปี 68 ต่ำสุดรอบ 3 ปี อานิสงส์รายได้ ‘ภาษีนำเข้า’ พุ่ง

‘สหรัฐ’ เผยตัวเลขขาดดุลของงบปี 68 ต่ำสุดรอบ 3 ปี เหลือ 1.67 ล้านล้านดอลลาร์ อานิสงส์รายได้ ‘ภาษีนำเข้า’ พุ่ง แต่นักวิเคราะห์ยังกังวลจ่ายดอกเบี้ยเงินกู้เพิ่มขึ้น 15% เก็บภาษีได้ลดลง 28%
บลูมเบิร์กรายงานว่ากระทรวงการคลังสหรัฐเปิดเผยตัวเลขงบประมาณปีปฏิทิน 2568 พบยอดขาดดุลลดลงเหลือ 1.67 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งถือเป็นระดับที่ต่ำที่สุดในรอบ 3 ปี โดยมีปัจจัยหนุนหลักจากการจัดเก็บภาษีศุลกากรที่เพิ่มขึ้นเป็นประวัติการณ์จากนโยบายของประธานาธิบดี “โดนัลด์ ทรัมป์”
รายได้พุ่งแต่ ‘รายจ่าย’ ยังน่ากังวล
แม้ภาพรวมการขาดดุลจะดูดีขึ้น ทำให้อัตราส่วนการขาดดุลต่อ GDP ลดลงเหลือ 5.9% จาก 6.3% ในปีก่อนหน้า แต่ในรายละเอียดพบว่าสถานการณ์ทางการคลังยังมีความผันผวน
ในปีที่ผ่านมาสหรัฐสามารถเก็บภาษีนำเข้าได้สูงถึง 2.64 แสนล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นจากปีก่อนถึง 1.85 แสนล้านดอลลาร์
แต่ในขณะเดียวกัน ในเดือนธันวาคมที่ผ่านมา รายได้ภาษีจากนิติบุคคลลดลงเหลือ 6.5 หมื่นล้านดอลลาร์ ลดลง 28% เมื่อเทียบกับปีก่อน ซึ่งเป็นผลมาจากกฎหมายภาษีฉบับใหม่
พร้อมกันนี้ ในไตรมาสแรกของปีงบประมาณ 2569 รัฐบาลสหรัฐต้องจ่ายดอกเบี้ยเงินกู้เพิ่มขึ้น 15% คิดเป็นมูลค่าสูงถึง 3.55 แสนล้านดอลลาร์
แม้ “สก็อตต์ เบสเซนต์” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง จะยกย่องว่านี่คือความสำเร็จของนโยบายเศรษฐกิจของทรัมป์ แต่นักวิเคราะห์จาก JPMorgan Chase & Co. ให้ความเห็นที่ต่างออกไป โดยระบุว่าตัวเลขที่ลดลงส่วนหนึ่งเกิดจากการปรับเปลี่ยนวิธีคำนวณทางบัญชีเกี่ยวกับ "เงินกู้ยืมเพื่อการศึกษา"
หากคำนวณตามมาตรฐานเดิม นักวิเคราะห์ประเมินว่ายอดขาดดุลที่แท้จริงอาจสูงถึง 1.9 ล้านล้านดอลลาร์ หรือเกิน 6% ของ GDP อีกครั้ง
อย่างไรก็ดี มาตรการเก็บภาษีนำเข้าของทรัมป์กำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล ซึ่งอาจกระทบต่อรายได้หลักในอนาคต
รวมทั้งความเสี่ยงในระยะยาวที่อาจเกิดขึ้น โดยสำนักงานงบประมาณรัฐสภา (CBO) คาดการณ์ว่าร่างกฎหมาย One Big Beautiful Bill Act อาจทำให้ยอดขาดดุลสะสมเพิ่มขึ้นอีก 3.4 ล้านล้านดอลลาร์ ภายในปี 2577
นอกจากนี้ รายจ่ายสวัสดิการ เช่นค่าใช้จ่ายด้านประกันสังคมและประกันสุขภาพ ยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นรายจ่ายถาวรที่ยากจะควบคุม
อ้างอิง Bloombloog







