รู้จัก‘ใบรับรองอะโพสทิล’เริ่มปีนี้ เอกสารไทยใช้ต่างแดนไร้รอยต่อ

ช่วงเดือน ธ.ค.2568-ต่อเนื่องเดือน ม.ค.2569 การเมืองไทยและการเมืองโลกวุ่นวาย จนบดบังข่าวดีๆ ที่จะเกิดขึ้นกับประชาชนและภาคธุรกิจไทยในปีนี้ นั่นคือการที่ไทยเข้าเป็นภาคีอนุสัญญากรุงเฮกว่าด้วยการยกเลิกข้อกำหนดการนิติกรณ์สำหรับเอกสารมหาชนระหว่างประเทศ (Apostille Convention)
สืบเนื่องจาก เมื่อวันที่ 9 ธ.ค.2568 คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบในการยื่นภาคยานุวัตรสารต่อกระทรวงการต่างประเทศเนเธอร์แลนด์ ในฐานะผู้เก็บรักษา เพื่อเข้าร่วมเป็นภาคีอนุสัญญาและคาดว่าอนุสัญญาจะมีผลบังคับใช้กับไทยภายในปี 2569
- รู้จักอนุสัญญาอะโพสทิล
อนุสัญญาอะโพสทิลหรืออนุสัญญากรุงเฮกเมื่อวันที่ 5 ตุลาคม ค.ศ. 1961 ว่าด้วยการยกเลิกข้อกำหนดของการนิติกรณ์สำหรับเอกสารมหาชนต่างประเทศ (Hague Convention of 5 October 1961 Abolishing the Requirement of Legalization for Foreign Public Document) เป็นอนุสัญญาระหว่างประเทศภายใต้กรอบที่ประชุมกรุงเฮกว่าด้วย กฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคล (HCCH)
วัตถุประสงค์เพื่อสร้างความสะดวก ลดพิธีการทางเอกสารในการดำเนินธุรกรรมข้ามพรมแดนของเอกสารมหาชนในภาคีคู่สัญญาประเทศหนึ่ง และจะถูกนำไปแสดงในภาคีคู่สัญญาอีกภาคีหนึ่ง โดยเปลี่ยนระบบการรับรองเอกสารตามรูปแบบธรรมเนียมปฏิบัติระหว่างประเทศแบบห่วงโซ่หลายขั้นตอน (chain legalization) ที่ใช้อยู่ทุกวันนี้ ซึ่งเป็นระบบที่ใช้เวลาและค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง
การเป็นภาคีอะโพสทิลจะลดขั้นตอนลง เหลือเพียงการรับรองเอกสารขั้นตอนเดียว ในรูปแบบของการออกใบรับรองอะโพสทิล ออกโดยหน่วยงานผู้มีอำนาจเรียกว่า competent authority ซึ่งกรมการกงสุลได้รับแต่งตั้งให้เป็นหน่วยงานผู้มีอำนาจของไทย สามารถนำเอกสารไปใช้กับหน่วยงานในภาคีคู่สัญญาปลายทางได้ทันที
- สาระสำคัญของอนุสัญญาอะโพสทิล
อนุสัญญากำหนดให้ประเทศภาคีกำหนดให้หน่วยงานผู้มีอำนาจ มีหน้าที่ 1) ตรวจสอบและรับรอง ความถูกต้องแท้จริงของลายมือชื่อ ตำแหน่ง หน้าที่ และตราประทับของเอกสารมหาชนที่ออกในประเทศ ภาคี
2) หน่วยงานผู้มีอำนาจมีหน้าที่ในการออกใบรับรองอะโพสทิล เก็บบันทึกข้อมูลการออกใบรับรอง เพื่อความสะดวกในการตรวจสอบ และสามารถตรวจสอบรายละเอียดในใบรับรองได้ หากได้รับการร้องขอ
- เส้นทางไทยสู่การเป็นภาคี
เริ่มตั้งแต่ปี 2565 ที่มีการแต่งตั้งกรมการกงสุลเป็นหน่วยงานผู้มีอำนาจ จากนั้นกรมการกงสุล
นําคณะผู้แทนกระทรวง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องศึกษาดูงานเกี่ยวกับการนิติกรณ์แบบอะโพสทิล ของประเทศภาคีอนุสัญญา จํานวน 6 ประเทศ คือสาธารณรัฐเกาหลี เนเธอร์แลนด์ เบลเยียม ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และสิงคโปร์ รวมทั้งจัดสัมมนาเพื่อเตรียมความพร้อมในเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาของไทยจํานวน 3 ครั้ง
ไฮไลต์สำคัญอยู่ที่ เมื่อวันที่ 9 ธ.ค.2568 (สามวันก่อนยุบสภา) คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบการภาคยานุวัตรเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาอะโพสทิล โดยมอบหมายให้กระทรวงการต่างประเทศยื่นภาคยานุวัตรสารต่อกระทรวงต่างประเทศเนเธอร์แลนด์ เข้าสู่กระบวนการรับฟังรัฐภาคีซึ่งจะใช้เวลาหกเดือน หลังจากนั้นอีกหกสิบวันไทยจึงจะเป็นภาคีอนุสัญญาโดยสมบูรณ์
ในกรณีที่รัฐภาคีใดมีข้อขัดข้องหรือคัดค้านการเข้าเป็นสมาชิกภาคีของไทย ไทยยังคงสามารถเข้าเป็น ภาคีอนุสัญญาได้ แต่อนุสัญญาจะไม่มีผลบังคับใช้ระหว่างไทยกับประเทศภาคีที่มีข้อขัดข้องหรือคัดค้าน การเข้าเป็นภาคีของไทย
- ความเปลี่ยนแปลงหลังเป็นภาคีอนุสัญญา
ระบบการรับรองเอกสารเปลี่ยนแปลงจากปัจจุบันที่เรียกว่า chain legalization ที่มีหลายขั้นตอน เปลี่ยนเป็นใบรับรองอะโพสทิล ตัวอย่างเช่น จากระบบปัจจุบัน ประชาชนผู้ร้องนำเอกสาร ไม่ว่าจะเป็น เอกสาร ทะเบียนราษฎร์จากที่ว่าการอำเภอ หรือเอกสารจากมหาวิทยาลัย เอกสารวุฒิบัตรการศึกษา ฯลฯ มาขอรับรองที่กรมการกงสุลหรือสำนักงานสาขาของกรมการกงสุลทั้งเก้าแห่ง
เมื่อกรมการกงสุลรับรองแล้วผู้ร้องมีทางเลือกสองทางคือ
1) นำเอกสารนั้นไปยื่นที่สถานทูตหรือสถานกงสุลของประเทศปลายทาง หรือ
2) นำเอกสารนั้นไปยื่นที่สถานทูตหรือสถานกงสุลของไทยในประเทศปลายทาง
หลังจากนั้นต้องไปที่กระทรวงการต่างประเทศของประเทศปลายทางก่อนนำเอกสารไปใช้ ถือเป็นขั้นตอนที่ยาว ค่าใช้จ่ายสูง แต่หลังจากไทยเป็นภาคีอนุสัญญาอะโพสทิลจะเหลือแค่ขั้นตอนเดียวคือ ประชาชนนำเอกสารที่ต้องการการรับรองในการนำไปใช้ในต่างประเทศไปที่กรมการกงสุล เพื่อออกใบรับรองอะโพสทิล หลังจากนั้นประชาชนนำเอกสารนั้นไปใช้ในประเทศปลายทางได้เลย ไม่ต้องผ่านสถานทูตของประเทศปลายทางในประเทศไทย หรือสถานทูตไทยในประเทศปลายทาง หรือกระทรวงการต่างประเทศอีก
อย่างไรก็ตาม ใบรับรองอะโพสทิลใช้ได้กับ 127 ประเทศ/ดินแดนที่เป็นภาคีเท่านั้น หากคนไทยต้องการนำเอกสารไปใช้ในประเทศที่ไม่ได้เป็นภาคีก็ต้องใช้กระบวนการ chain legalization เหมือนเดิม
- เอกสารมหาชนคืออะไร
อนุสัญญากำหนดขอบเขตเอกสารมหาชนไว้กว้างๆ 4 ประเภท
1) เอกสารที่ออกโดยหน่วยงานศาลหรือเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับศาล พนักงานอัยการ เสมียนศาล หรือเจ้าพนักงานที่เกี่ยวข้องกับกระบวนพิจารณาคดีของศาล
2) เอกสารทางการปกครอง (administrative documents) อาทิสูติบัตร มรณบัตร ทะเบียนบ้าน
3) เอกสารโนทารี (notarial acts)
4) ใบรับรองทางการ (official certificates) ซึ่งออกให้กับเอกสารที่ลงนามโดยบุคคลในสถานะส่วนบุคคล เช่น ใบรับรองทางการที่บันทึกการจดทะเบียนเอกสารหรือข้อเท็จจริงที่มีอยู่ ณ วันนั้น, การรับรองความถูกต้องแท้จริงของลายมือชื่อ เป็นต้น
ทั้งนี้ การกำหนดประเภทเอกสารมหาชนขึ้นอยู่กับประเทศภาคีต้นทางที่ออกเอกสาร เช่น ประเทศไทยมีสิทธิ์ที่จะกำหนดเอกสารที่เรียกว่าเอกสารมหาชนของตนเอง การกำหนดประเภท เอกสารมหาชนไม่จำเป็นต้องเหมือนกันในแต่ละประเทศ
“ไม่ว่าเอกสารที่ถูกรับรองโดยใบรับรองอะโพสทิลจากประเทศต้นทางจะเป็นเอกสารมหาชนของประเทศปลายทางหรือไม่ ผลของใบรับรองอะโพสทิลยังคงสมบูรณ์ ใบรับรองอะโพสทิชใช้ได้กับประเทศภาคีทุกประเทศ ไม่ว่าประเทศนั้นๆ จะมีนิยามเอกสารมหาชนเหมือนกันหรือไม่ก็ตาม”
สำหรับประเทศไทย ที่ประชุมคณะอนุกรรมการอะโพสทิลมีมติเห็นชอบให้ไทยเป็นภาคีอนุสัญญา โดยบังคับใช้กับเอกสารทั้งหมดที่ปัจจุบันผ่านการรับรองเอกสารจากกรมการกงสุล ไม่ว่าจะมีคำแปล หรือไม่ เนื่องจากการออกใบรับรองอะโพสทิล รับรองเฉพาะลายมือชื่อที่ปรากฏในเอกสารต้นฉบับ ไม่เกี่ยวข้องกับคำแปลของเอกสาร
- การตรวจสอบเอกสาร
เนื่องจากหน่วยงานที่มีอำนาจออกใบรับรองอะโพสทิลในแต่ละประเทศ ต้องมีหน้าที่เก็บบันทึกข้อมูลการออกใบรับรองอะโพสทิลเพื่อให้สามารถตรวจสอบได้ด้วย วิธีการตรวจสอบมีสองช่องทาง
1) ผ่านระบบ e-Register ของประเทศภาคีที่ปรากฏบนใบรับรอง อาทิ QR Code หรือ URL
2) ติดต่อหน่วยงานผู้มีอำนาจของประเทศภาคีที่ออกใบรับรองนั้น โดยสามารถดูข้อมูลช่องทางติดต่อได้ตามที่ปรากฏบนใบรับรอง หรือ เว็บไซต์ HCCH ซึ่งจะรวบรวมข้อมูลช่องทางการติดต่อหน่วยงานผู้มี อำนาจของประเทศภาคีและช่องทางเข้าถึงระบบ e-register ของประเทศภาคี
- กลุ่มที่ได้ประโยชน์โดยตรง
นักเรียนนักศึกษาที่จะเดินทางไปเรียนต่อต่างประเทศ หนังสือรับรองกรมฝีมือแรงงาน ภาคธุรกิจที่ต้องใช้ certificate of origin เอกสารทะเบียนราษฎร์ ประชาชนและภาคธุรกิจได้รับประโยชน์อย่างมาก ทั้งยังยกระดับมาตรฐานประเทศไทยในเวทีโลก







