“เมืองต้องโตในแบบตัวเอง” Place-based Policy ทางออกการพัฒนาเมืองยุคใหม่

เปิด 3 เมืองต้นแบบ Manchester, Birmingham และ Binghamton จาก 'เมืองอุตสาหกรรมเสื่อมถอย' สู่ 'ฮับเทคโนโลยีและเศรษฐกิจสร้างสรรค์' แนวคิด Place-based Policy ชี้การพัฒนาเมืองยุคใหม่ต้องเริ่มจาก “ศักยภาพของพื้นที่” ไม่ใช่สูตรสำเร็จจากส่วนกลาง

แนวคิดการพัฒนาเมืองกำลังขยับจากภาพเมืองล้ำสมัยที่หน้าตาเหมือนกันไปหมด มาสู่การตั้งคำถามเพิ่มว่า “พื้นที่จริงๆ ตรงนี้ควรโตจากอะไร”

นักนโยบายเรียกแนวทางนี้ว่า Place-based Policy หรือนโยบายพัฒนาที่เจาะพื้นที่ ซึ่งไม่ได้มองเมืองเป็นแค่จุดบนแผนที่ แต่มองเป็นระบบเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และตัวตนของผู้คนที่เฉพาะตัวเกินกว่าจะคัดลอกสูตรสำเร็จจากที่อื่นมาใช้ตรง ๆ ได้

งานศึกษาของ The Productivity Institute ในสหราชอาณาจักรหยิบกรณีจากเมืองอเมริกัน 3 แห่ง คือ Manchester มลรัฐนิวแฮมเชียร์ เมืองอุตสาหกรรมเดิมที่กำลังก้าวสู่ฐานเทคโนโลยีชีวภาพขั้นสูง, Birmingham รัฐแอละแบมา เมืองที่มีประวัติความเหลื่อมล้ำทางเชื้อชาติยาวนาน และ Binghamton ในนิวยอร์ก เมืองที่เคยสูญเสียฐานการผลิตไปกว่า 70% ภายใน 3 ทศวรรษ จนประชากรและแรงงานหดตัวลง ก่อนจะกลับมาวางอนาคตใหม่ด้วยการเป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีแบตเตอรี่

เมืองเหล่านี้ไม่ได้หวังพึ่งอุตสาหกรรมหนักอย่างเดียว แต่ใช้ทุนด้านคน ความรู้ และความคิดสร้างสรรค์ในพื้นที่เป็นตัวเร่งการเปลี่ยนผ่านทั้ง 3 เมืองเริ่มจากการนิยามอัตลักษณ์ทางเศรษฐกิจของตัวเองให้ชัด ว่าพื้นที่นี้มีจุดแข็งอะไร และจะโฟกัสกับอุตสาหกรรมไหนจริง ๆ

Manchester ใช้ทุนเดิมด้านสิ่งทอและฐานวิจัยมหาวิทยาลัย มาต่อยอดเป็น ReGen Valley Tech Hub ที่เน้น Biofabrication หรือเทคโนโลยีผลิตเนื้อเยื่อและอวัยวะเทียม พร้อมเป้าหมายเพิ่ม GDP ภูมิภาคและสร้างงานคุณภาพภายในปี 2032 ควบคู่การดึงดีไซเนอร์ นักออกแบบประสบการณ์ และธุรกิจเทคโนโลยีเชิงสร้างสรรค์เข้ามาเชื่อมกับห้องแล็บ ทำให้เมืองเป็นทั้งฐานวิจัย ฐานผลิต และฐานทดลองรูปแบบชีวิตใหม่ของคนทำงานทักษะสูง

“เมืองต้องโตในแบบตัวเอง” Place-based Policy ทางออกการพัฒนาเมืองยุคใหม่

Birmingham เลือกใช้โครงการ Reinvest Birmingham ภายใต้โปรแกรม Recompete เพื่อลดช่องว่างการจ้างงานใน 4 ชุมชนที่ถูกทอดทิ้ง เมืองลงทุนในศูนย์พัฒนาทักษะ ระบบขนส่งมวลชนยืดหยุ่น ศูนย์ดูแลเด็ก และศูนย์ผู้ประกอบการผิวสี โดยมีนายจ้างในพื้นที่ให้คำมั่นสร้างงานใหม่กว่า 5,000 ตำแหน่ง มาตรการนี้ไม่เพียงเพิ่มงานในอุตสาหกรรมดั้งเดิมและเทคโนโลยีใหม่ แต่ยังเปิดพื้นที่ให้ธุรกิจบริการสร้างสรรค์ สื่อ ดิจิทัล และกิจการชุมชนเติบโตคู่กับการยกระดับรายได้ของคนในเมือง

ส่วน Binghamton ใช้มหาวิทยาลัยท้องถิ่นเป็นแกนฟื้นฟู หลังจากสูญเสียฐานการผลิตไปส่วนใหญ่ เมืองได้รับทุนจากโครงการ Regional Innovation Engines ของกองทุนวิทยาศาสตร์แห่งชาติสหรัฐฯ เพื่อสร้าง “Upstate New York Energy Storage Engine” ฮับนวัตกรรมแบตเตอรี่ที่ดึงทั้งนักวิจัย เจ้าของรางวัลโนเบลด้านเคมี ผู้ผลิต และสถาบันฝึกอบรมแรงงานมาอยู่ในระบบเดียวกัน เป้าหมายไม่ใช่เพียงตั้งโรงงานใหม่ แต่สร้างห่วงโซ่นวัตกรรมตั้งแต่ห้องแล็บถึงตลาดเชิงพาณิชย์ เสริมด้วยการสื่อสารสาธารณะ การออกแบบเมือง และโปรแกรมดึงดูดคนรุ่นใหม่ ทำให้เมืองเล็กที่เคยถูกมองข้ามกลายเป็นพื้นที่ทดลองเทคโนโลยีสะอาดและรูปแบบการทำงานใหม่

เมื่อมองลึกลงไป งานวิจัยชิ้นเดียวกันนี้พบ “เงื่อนไขร่วม” ของการพัฒนาที่ใช้พื้นที่เป็นตัวตั้งอยู่ 5 ประการ

  1. ต้องมีวิสัยทัศน์เศรษฐกิจชัด ว่าจะเติบโตบนฐานอุตสาหกรรมใด และบทบาทของเศรษฐกิจสร้างสรรค์คืออะไร
  2. ต้องมีโครงสร้างความร่วมมือที่ทำงานจริง ไม่ใช่คณะกรรมการเชิงสัญลักษณ์ แต่เป็นเวทีที่มหาวิทยาลัย เอกชน ภาคสร้างสรรค์ และชุมชนร่วมตัดสินใจ
  3. ต้องมีภาวะผู้นำพลเมืองที่มองไกล จากองค์กรพัฒนาเมือง มูลนิธิท้องถิ่น หรือสถาบันวิจัยที่ทำงานระยะยาว
  4. รัฐต้องยอมเป็นพันธมิตรแบบยืดหยุ่น ให้เวลา ให้ข้อมูล และออกแบบเครื่องมือการเงินที่รองรับการลองผิดลองถูก
  5. ต้องมีโครงการนำร่องที่เป็นไปได้จริง ไม่ใช่แค่แผนสวยบนกระดาษ แต่ตอบโจทย์ปัญหาและโอกาสของพื้นที่ชัดเจน

ในฝั่งยุโรป องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) นำแนวคิดเดียวกันมาพัฒนาเป็นกรอบ Place-based Regional Development Policy แก่นสำคัญคือการยอมรับว่าแต่ละภูมิภาคมีโจทย์ ทรัพยากร ทุนวัฒนธรรม และความทะเยอทะยานต่างกัน แม้เป้าหมายระดับชาติจะคล้ายกันคือเติบโตทางเศรษฐกิจและยกระดับคุณภาพชีวิต แต่ระหว่างทางไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน บางภูมิภาคอาจขับเคลื่อนด้วยอุตสาหกรรมเทคโนโลยีหนัก บางแห่งใช้เศรษฐกิจสร้างสรรค์ การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม หรือบริการดิจิทัลเป็นฐานรายได้หลัก

“เมืองต้องโตในแบบตัวเอง” Place-based Policy ทางออกการพัฒนาเมืองยุคใหม่

กรณีของ “เอสโตเนีย” สะท้อนประเด็นนี้ชัด ประเทศเล็กที่เมืองหลวงอย่างทัลลินสร้าง GDP กว่าครึ่งของประเทศ ขณะที่ภูมิภาคอื่นเผชิญทั้งประชากรลดลงและโอกาสทางเศรษฐกิจจำกัด OECD ชี้ว่าการใช้นโยบายแบบ “One Estonia” ที่ไม่แยกแยะพื้นที่ กลายเป็นข้อจำกัดต่อการปลดล็อกศักยภาพภูมิภาคอื่น จึงเสนอให้สร้างกลไกใหม่ ทั้งสภาพื้นที่นำร่องระดับภูมิภาค ข้อตกลงพัฒนาร่วมระหว่างกระทรวง และระบบประเมินผลกระทบเชิงพื้นที่ของนโยบายชาติ เพื่อเปิดทางให้แต่ละภูมิภาคกำหนดเส้นทางเติบโตของตัวเองได้ชัดเจนขึ้น

แก่นของข้อเสนอเหล่านี้คือ การเปลี่ยนบทบาทรัฐบาลกลาง จาก “เจ้าของโครงการ” ที่กระจายนโยบายแบบกลาง ๆ ไปสู่การเป็นหุ้นส่วนที่ตั้งใจฟังเสียงภูมิภาคมากขึ้น สนับสนุนให้ท้องถิ่นมีศักยภาพในการวางแผน ลงทุน และดึงผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเข้ามาออกแบบอนาคตร่วมกัน ทั้งในภาคอุตสาหกรรมดั้งเดิม ภาคเทคโนโลยีใหม่ และภาคเศรษฐกิจสร้างสรรค์ โดยมีข้อมูลและการมีส่วนร่วมของคนในพื้นที่เป็นฐานรองรับ ไม่ใช่แค่คำขวัญในเอกสารนโยบาย