‘AI - การทหาร’ ดันดีมานด์ ‘ทองแดง’ พุ่ง 50% เสี่ยงขาดแคลนหนัก ในอีก 14 ปี

‘AI - การทหาร’ ดันดีมานด์ ‘ทองแดง’ พุ่ง 50%  เสี่ยงขาดแคลนหนัก ในอีก 14 ปี

การเติบโตของ ‘AI - การทหาร’ ดันความต้องการ ‘ทองแดง’ พุ่ง 50% เสี่ยงขาดแคลนหนักสูงถึง 10 ล้านตันต่อปี ในอีก 14 ปี หากไม่มีการรีไซเคิล-ทำเหมืองเพิ่ม

รอยเตอร์รายงานอ้างถึงรายงาน S&P Global เปิดเผยรายงานฉบับล่าสุดระบุว่า การเติบโตของเทคโนโลยี AI และอุตสาหกรรมป้องกันประเทศจะเป็นตัวเร่งสำคัญที่ทำให้ความต้องการใช้ "ทองแดง" ทั่วโลกพุ่งสูงขึ้นถึง 50% ภายในปี 2040 หรือแตะระดับ 42 ล้านตันต่อปี 

หลังจากนี้ หากไม่มีการเร่งทำเหมืองใหม่หรือรีไซเคิลเพิ่มขึ้น โลกอาจเผชิญภาวะขาดแคลนทองแดงสูงถึง 10 ล้านตันต่อปี

ทำไมต้องเป็น ‘ทองแดง’?

ราคาทองแดงในตลาดลอนดอนทะยานสูงเป็นประวัติการณ์เหนือระดับ 13,000 ดอลลาร์ต่อตัน โดยมีปัจจัยเร่งสำคัญจากการหยุดชะงักของเหมืองหลายแห่งทั่วโลก ประกอบกับพฤติกรรมของเหล่านักค้าที่พากันกักตุนสินค้าในสหรัฐเพื่อชิงตัดหน้ามาตรการภาษีนำเข้าที่คาดว่าจะเกิดขึ้นภายใต้รัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์

แม้ราคาในปัจจุบันจะพุ่งสูงเกินกว่าระดับการบริโภคจริง เนื่องจากมีการกักตุนเพื่อเก็งกำไร แต่ภาพรวมในระยะยาวยังคงน่ากังวล เพราะมี "แหล่งความต้องการใหม่" ที่จะทำให้ตลาดตึงตัวยิ่งขึ้นกว่าเดิม

ออเรียน เดอ ลา นูหัวหน้านักวิเคราะห์ด้านการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานและโลหะสำคัญของ S&P Global  ระบุว่า เมื่อ 3 ปีก่อน เรื่องของ AI และศูนย์ข้อมูล แทบไม่ได้ถูกนำมาคำนวณในสมการความต้องการทองแดงเลย 

แต่ในปัจจุบันสิ่งเหล่านี้กลายเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้โลกมุ่งหน้าสู่สภาวะ "ขาดแคลนสินค้า" อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แม้จะยังไม่นับรวมปัจจัยการเติบโตด้านอื่นๆ ก็ตาม

ทองแดงถือเป็น "หัวใจ" ของเทคโนโลยีสมัยใหม่ เพราะเป็นโลหะที่นำไฟฟ้าได้ดีเยี่ยม ทนต่อการกัดกร่อน และดัดรูปง่าย 

ที่ผ่านมาเราใช้ทองแดงในงานก่อสร้าง ขนส่ง และเครื่องใช้ไฟฟ้าทั่วไป แต่ในช่วง 10 ปีหลัง อุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ได้ดึงปริมาณทองแดงไปใช้มหาศาล และหลังจากนี้ไปอีก 14 ปี โดยอุตสาหกรรม AI, หุ่นยนต์ และการทหาร จะกลายเป็นกลุ่มที่ต้องการทองแดงมากยิ่งกว่าเดิม

วิกฤติขาดแคลนที่เลี่ยงไม่ได้

ผู้เชี่ยวชาญจาก S&P ชี้ให้เห็นว่า ความต้องการทองแดงในภาคส่วนความมั่นคงและการทหารนั้น "ปรับลดลงได้ยาก" เพราะเป็นวัสดุจำเป็นในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์แทบทุกชนิด

 ปัจจุบันชิลีและเปรูเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ ขณะที่จีนครองตลาดการถลุงแร่ ส่วนสหรัฐยังต้องนำเข้าทองแดงถึงครึ่งหนึ่งของความต้องการใช้ในประเทศ

รายงานฉบับนี้ของ S&P Global  ต่างจากรายงานฉบับก่อนๆ ที่มักเชื่อมโยงความต้องการทองแดงกับการลดก๊าซเรือนกระจก 

แต่รายงานฉบับนี้ชี้ชัดว่า ไม่ว่ารัฐบาลทั่วโลกจะมีนโยบายสิ่งแวดล้อมอย่างไร ความต้องการทองแดงก็ยังคงพุ่งสูงขึ้นอยู่ดี เนื่องจากถูกขับเคลื่อนด้วยกระแสเทคโนโลยีและการเมืองโลกที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว