Strategy ขาดทุนทางบัญชี 1.74 หมื่นล้าน หุ้นดิ่ง 70% จากจุดสูงสุด 2024

จาก ‘บริษัทซอฟต์แวร์ยุคดอตคอม’ สู่ ‘คลังบิตคอยน์ขนาดยักษ์’ Strategy ภายใต้การนำของไมเคิล เซย์เลอร์ กำลังเผชิญบททดสอบครั้งสำคัญ หลังการดิ่งลงของราคาคริปโทสร้างผลขาดทุนที่ยังไม่รับรู้จริงระดับหลายหมื่นล้านดอลลาร์ พร้อมฉุดความเชื่อมั่นนักลงทุนให้สั่นคลอน
สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า บริษัท “Strategy” ซึ่งเดิมชื่อ MicroStrategy ภายใต้การนำของสาวกบิทคอยน์ตัวพ่ออย่าง “ไมเคิล เซย์เลอร์” รายงานผลขาดทุนที่ยังไม่รับรู้จริง (Unrealized loss) มูลค่า 17,440 ล้านดอลลาร์ในไตรมาสที่ 4 จากการปรับลดมูลค่าของสินทรัพย์คริปโทเคอร์เรนซีที่บริษัทถือครองอยู่ราว 63,000 ล้านดอลลาร์
ในช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า Strategy ขาดทุนสุทธิ 670.8 ล้านดอลลาร์ หรือ 3.03 ดอลลาร์ต่อหุ้น
นอกจากนี้ บริษัทยังรับรู้ผลประโยชน์ทางภาษีรอการตัดบัญชีมูลค่า 5 พันล้านดอลลาร์ ในไตรมาสล่าสุด ตามเอกสารที่ยื่นต่อคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์สหรัฐ เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา
การขาดทุนก้อนใหญ่นี้เกิดขึ้นในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของบริษัทซอฟต์แวร์ยุคดอตคอมที่หันมาเดิมพันกับบิตคอยน์ในฐานะ “ตัวแทนการลงทุนคริปโทแบบใช้เลเวอเรจ” โดยนักลงทุนเริ่มตั้งคำถามต่อโมเดล “บริษัทคลังเงิน” ที่ไมเคิล เซย์เลอร์ ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานบริษัท บุกเบิกมานานกว่า 5 ปี
แม้ในช่วงแรกหุ้นของบริษัทจะให้ผลตอบแทนดีกว่าดัชนีตลาดโดยรวม หลังเปลี่ยนกลยุทธ์มาถือ “บิตคอยน์” เป็นหลัก แต่ล่าสุดหุ้นสามัญของบริษัทซึ่งเดิมใช้ชื่อ MicroStrategy กลับร่วงลงแล้วถึง 48% ในปี 2025 สะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่เริ่มสั่นคลอน
การปรับตัวลดลงของราคาหุ้น ก่อให้เกิดความกังวลใจว่า Strategy อาจจำเป็นต้องขายบิตคอยน์เพื่อนำเงินมาใช้จ่ายในอนาคต เช่น ภาระเงินปันผลและดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากคริปโทเคอร์เรนซีไม่ได้สร้างรายได้ และธุรกิจซอฟต์แวร์ของบริษัทก็แทบไม่ก่อให้เกิดกระแสเงินสดบวกอย่างมีนัยสำคัญ
เพื่อลดความกังวลดังกล่าว Strategy จึงได้จัดตั้งเงินสำรองเป็นเงินสดเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม ด้วยการขายหุ้นสามัญ โดยเงินสำรองดังกล่าวมีมูลค่า 2,250 ล้านดอลลาร์ ณ วันที่ 4 มกราคม
ขณะเดียวกัน Strategy ยังต้องเผชิญแรงกดดันด้านความเชื่อมั่นของนักลงทุนอีกระลอกหนึ่ง โดยมูลค่ากิจการของบริษัท กำลังจะลดลง “ต่ำกว่ามูลค่าบิตคอยน์” ที่บริษัทถือครองเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 2 ปี สะท้อนให้เห็นถึงข้อกังขาที่เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับความยั่งยืนของโมเดล “คลังเงินของบริษัท”
ข้อมูลที่ Strategy รวบรวมระบุว่า มูลค่ากิจการของบริษัท ซึ่งรวมภาระหนี้สินและมูลค่าตามสัญญารวมของหุ้นบุริมสิทธิ์ถาวร อยู่ที่ราว 63,000 ล้านดอลลาร์
ราคาหุ้นของบริษัทปรับตัวลดลงเกือบ 70% จากจุดสูงสุดในเดือนพฤศจิกายน 2024 ส่งผลให้ค่า mNAV ซึ่งใช้วัดมูลค่าบริษัทเทียบกับมูลค่าบิตคอยน์ที่ถือครองอยู่ ลดลงมาเหลือเพียงเล็กน้อยเหนือระดับ 1 เท่านั้น นั่นหมายความว่า มูลค่าหุ้นของบริษัทแทบไม่ต่างจากมูลค่าสินทรัพย์คริปโทที่อยู่ในมือแล้ว
ก่อนหน้านี้ นักลงทุนยอมจ่าย “ราคาพรีเมียม” ให้กับ หุ้น Strategy เพราะเชื่อในแนวคิดของไมเคิล เซย์เลอร์ ที่ใช้บริษัทเป็นเครื่องมือเข้าลงทุนบิตคอยน์ แต่เมื่อพรีเมียมดังกล่าวหายไป ฐานเหตุผลของกลยุทธ์นี้ก็เริ่มถูกตั้งคำถามมากขึ้น
อ้างอิง: bloomberg







