เวเนซุเอลาอุดมด้วย ‘แร่หายาก’ มหาศาล แต่ประชาชนกลับ ‘ยากจน’

เวเนซุเอลานั่งทับขุมทรัพย์น้ำมันและแร่หายากที่โลกแย่งชิง แต่ประชาชนกลับ ‘ยากจน’ และ ‘รัฐแทบล้มเหลว’ ในเกมของมหาอำนาจ สหรัฐมองทรัพยากรใต้ผืนดินนี้ เป็นกุญแจสำคัญลดพึ่งพาจีนและเสริมความมั่นคงอุตสาหกรรม ขณะที่ความมั่งคั่งของชาติ ยังคงไหลออกนอกประเทศ มากกว่าจะหล่อเลี้ยงชีวิตของคนเวเนซุเอลาเอง
จากกรณีประธานาธิบดีทรัมป์สั่งปฏิบัติการ “สายฟ้าแลบ” บุกจับผู้นำเวเนซุเอลาเพื่อนำตัวขึ้นศาลสหรัฐ ทำให้เกิดกระแสคาดการณ์อย่างกว้างขวางว่า เบื้องหลังการเคลื่อนไหวครั้งนี้ อาจเกี่ยวข้องกับ “น้ำมัน” เนื่องจากเวเนซุเอลาเป็นประเทศที่มีปริมาณน้ำมันสำรองมากที่สุดในโลกกว่า 300,000 ล้านบาร์เรล
อย่างไรก็ตาม ยังมีอีกหนึ่งปัจจัยที่สื่อกระแสหลักพูดถึงไม่มากนัก แต่มีน้ำหนักเชิงยุทธศาสตร์ไม่น้อยไปกว่าน้ำมัน นั่นคือ “แร่หายาก” ทรัพยากรที่ทรัมป์เคยหยิบยกขึ้นมาใช้หลายครั้ง ไม่ว่าการลงนามข้อตกลงด้านแร่กับรัฐบาลไทย การกดดันยูเครนให้เปิดทางเข้าถึงทรัพยากรแร่ ไปจนถึงคำขู่ยึดครองกรีนแลนด์ ด้วยเหตุผลด้านแร่เชิงยุทธศาสตร์
ยิ่งหลังเหตุการณ์โจมตีเวเนซุเอลา ราคาหุ้นของ MP Materials ผู้ผลิตแร่หายากรายใหญ่ที่สุดของสหรัฐ ก็ปรับตัวเพิ่มขึ้น 6.64% ในวันจันทร์ที่ผ่านมา
ด้วยเหตุนี้ การโจมตีเวเนซุเอลา อาจไม่ใช่เพียงเรื่องของน้ำมันเหมือนในอดีต หากแต่สะท้อนการแข่งขันเพื่อช่วงชิงทรัพยากร “แร่หายาก” ที่เป็นหัวใจของเทคโนโลยีขั้นสูง อุตสาหกรรมกลาโหม และเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจแห่งศตวรรษที่ 21
อุดมด้วยแร่หายากกว่า 300,000 ตัน
ปัจจุบัน การประเมินเรื่องแร่หายากในเวเนซุเอลาหลักๆ ยังมาจากการสำรวจและประเมินของรัฐบาลเวเนซุเอลาเป็นหลัก และยังไม่ได้รับการยืนยันจากหน่วยงานสำรวจธรณีวิทยาอิสระหรือองค์กรระหว่างประเทศ แต่ถึงอย่างนั้นก็มีรายงานข่าวเกี่ยวกับเรื่องแร่หายากในประเทศนี้อยู่บ่อยครั้ง และเป็นความจริงที่ว่าเวเนซุเอลาคือประเทศที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยน้ำมันดิบ เหมืองแร่ทองคำ เพชร และอื่นๆ
สำหรับศักยภาพแร่หายากของเวเนซุเอลาส่วนใหญ่ อยู่ใน “Orinoco Mining Arc” พื้นที่ยุทธศาสตร์ทางตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศ ซึ่งเดิมเป็นที่รู้จักจากทองคำ แร่โคลแทน (Coltan) และเพชร
ตามการประเมินทางธรณีวิทยาของรัฐบาลเวเนซุเอลาระบุว่า บริเวณนี้อาจมีแร่หายาก “กว่า 300,000 ตัน” คิดเป็นมูลค่าราว 200,000–500,000 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 6.2-15 ล้านล้านบาท) ตามราคาตลาดปัจจุบัน โดยเฉพาะแร่ “นีโอไดเมียมออกไซด์” หนึ่งใน 17 ชนิดแร่หายาก สำหรับทำเลเซอร์และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เคยแตะระดับ 85,000 ดอลลาร์ (ประมาณ 2.6 ล้านบาท) ต่อตันในปี 2024
แม้ตัวเลขดังกล่าวจะยังด้อยกว่าจีนหรือออสเตรเลียในเชิงปริมาณ แต่สำหรับตลาดที่อุปทานตึงตัว แหล่งสำรอง “ที่ยังคงอุดมสมบูรณ์” เช่นนี้ มีคุณค่าเชิงยุทธศาสตร์อย่างยิ่ง
จีนผูกขาดแร่โลก เวเนฯกลายเป็นทางเลือกใหม่
ในปัจจุบัน จีนครองอำนาจแทบเบ็ดเสร็จในห่วงโซ่อุปทานแร่หายาก ตั้งแต่การทำเหมืองไปจนถึงการแยกและแปรรูป โดยควบคุมกำลังการแปรรูปมากกว่า 85–90% ของโลก จนปักกิ่งสามารถใช้เรื่องนี้มากดดันสหรัฐ
ในปี 2024 สหรัฐนำเข้าแร่หายากสูงถึง 74% จากจีน สถานการณ์ดังกล่าวกระตุ้นให้วอชิงตันยกระดับแร่หายากเป็นประเด็น “ความมั่นคงแห่งชาติ” อย่างชัดเจน โดยทั้งทรัมป์และรัฐบาลสหรัฐหลายยุคต่างชี้ตรงกันว่า “ความเป็นอิสระด้านแร่” คือรากฐานของอำนาจอุตสาหกรรมและการทหารในศตวรรษที่ 21
หากพื้นที่เหมืองแร่ Orinoco Mining Arc ของเวเนซุเอลา สามารถสร้างเสถียรภาพเชิงอุตสาหกรรมให้สหรัฐได้ พื้นที่นี้จะกลายเป็นทางเลือกใหม่ของโลกตะวันตก ที่ช่วยให้สหรัฐลดการพึ่งพาห่วงโซ่อุปทานจากจีนได้ โดยเฉพาะภาคเทคโนโลยีของสหรัฐ ซึ่งกำลังใช้แร่หายากเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดในการผลิตฮาร์ดแวร์ด้านปัญญาประดิษฐ์
ไม่เพียงเท่านั้น การมีแหล่งวัตถุดิบของเวเนซุเอลา ที่ตั้งอยู่ห่างจากท่าเรือชายฝั่งอ่าวเม็กซิโกเพียงไม่กี่วัน จึงไม่ใช่เพียงความได้เปรียบด้านโลจิสติกส์ หากแต่เป็นความจำเป็นเชิงยุทธศาสตร์ในระยะยาว
ขุมทรัพย์มหาศาล แต่ปชช.กลับยากไร้
ตลอดทศวรรษที่ผ่านมา เวเนซุเอลาประสบภาวะ “ล่มสลายทางเศรษฐกิจและสังคม” อย่างรุนแรง แต่ในขณะเดียวกัน ประเทศนี้กลับยังคงครอบครองทรัพยากรที่โลกต้องการอย่างยิ่ง ภาพความย้อนแย้งระหว่าง “ความอุดมสมบูรณ์ใต้ดิน” กับ “ความยากจนบนผิวดิน” นี้ ได้สร้างภาพจำที่ฝังลึกในสังคมเวเนซุเอลาว่าเป็น “ประเทศร่ำรวย แต่คนกลับยากจน” และกลายเป็นบาดแผลทางประวัติศาสตร์ของประเทศจนถึงวันนี้
ย้อนไปในปี 2016 มาดูโรลงนามในคำสั่งจัดตั้ง Orinoco Mining Arc ครอบคลุมพื้นที่กว่า 112,000 ตารางกิโลเมตร หรือราว 12% ของอาณาเขตประเทศ พื้นที่นี้ถูกประกาศเป็นเขตยุทธศาสตร์สำหรับการทำเหมืองทองคำ เพชร โคลแทน นิกเกิล และแร่หายาก
รัฐบาลอ้างว่า พื้นที่ดังกล่าวมีทองคำมากกว่า 8,000 ตัน มีศักยภาพผลิตเพชรได้ถึง 1 ล้านกะรัต นิกเกิล 12,000 ตัน โคลแทน 35,000 ตัน และยังมีแหล่งทองแดงจำนวนมาก แต่กว่าทศวรรษผ่านไป Orinoco Mining Arc ไม่ได้กลายเป็นศูนย์กลางการพัฒนา หากแต่แปรสภาพเป็น “พื้นที่สีเทา” ที่เต็มไปด้วยอาชญากรรม คอร์รัปชันทางการเมือง–ทหาร และการลักลอบค้าแร่ โดยแทบไม่มีการทำเหมืองขนาดใหญ่ที่เป็นระบบ
โครงสร้างประเทศอันบิดเบี้ยว ทองไม่ถึงคลัง แร่ไม่ถึงรัฐ
ในเชิงการค้า รัฐบาลฝ่ายซ้ายซึ่งสืบทอดมรดกการเมืองจากฮูโก ชาเวซจนถึงมาดูโร เลือกจับมือกับตุรกีและแอฟริกาใต้ในการค้าทองคำ ขณะที่ในฝั่งการผลิต ได้สร้างเครือข่าย “พันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์” กับบริษัทใกล้ชิดชนชั้นนำ ภายใต้การกำกับของ Venezuelan Mining Corporation
ในทางปฏิบัติ โครงสร้างนี้ดำรงอยู่ควบคู่กับผู้เล่นนอกระบบ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มกองโจร The National Liberation Army (ELN), กลุ่มกองกำลังติดอาวุธ FARC, และแก๊งอาชญากรรมอย่าง Tren de Aragua ซึ่งเข้าควบคุมพื้นที่เหมืองและเส้นทางลำเลียง
แผนทำเหมืองของรัฐบาลคาดว่า ภายในปี 2025 พื้นที่นี้ควรผลิตทองคำได้ 79 ตัน แต่ข้อมูลจริงกลับคลุมเครือ การสอบสวนขององค์กรพหุภาคีและสื่ออิสระพบว่า ทองคำและแร่จำนวนมากถูกลักลอบส่งออก โดย “มีเพียงส่วนน้อยที่เข้าสู่คลังรัฐ”
รายงานของ Transparency Venezuela ประเมินว่า ในปี 2024 เพียง 14% ของมูลค่าแร่ที่ถูกสกัดเท่านั้นที่ถึงมือธนาคารกลาง ส่วนที่เหลือถูกแบ่งระหว่าง “พันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์” และกลุ่มอาชญากรรม พร้อมต้นทุนมหาศาลด้านความรุนแรง แรงงานบังคับ และการค้ามนุษย์
ในปี 2023 รัฐบาลเวเนซุเอลาประกาศให้แร่หลายชนิด เช่น แคสซิเทอไรต์ (ดีบุก) นิกเกิล โรเดียม ไทเทเนียม และแร่หายากอื่น ๆ เป็นทรัพยากรยุทธศาสตร์ต่ออุตสาหกรรมเทคโนโลยี
ขณะเดียวกัน สิ่งที่เรียกว่า “ทรายดำ” ซึ่งอุดมไปด้วยแร่โลหะหนัก แร่เชิงยุทธศาสตร์ และเป็นตลาดที่จีนครอบงำมาอย่างยาวนาน กำลังกลายเป็นรางวัลชิ้นใหม่ในเกมอำนาจโลก การสืบสวนของสื่อเวเนซุเอลา Armando.info ระบุว่า แม้จะมีการบันทึกการส่งออกแร่หายากผ่านท่าเรือเวเนซุเอลาอย่างเป็นทางการ แต่แร่จำนวนไม่น้อยจากเขตกัวยานา กลับถูกลักลอบส่งข้ามพรมแดนไปยังโคลอมเบีย เพื่อ “ฟอกแหล่งที่มา” ก่อนจะจบลงในมือ “บริษัทจีน” ผู้ครองอำนาจการแปรรูปแร่รายใหญ่ที่สุดของโลก
อ้างอิง: thehill, economic, english, barrons, law







